เจาะสูตรจัดทัพ ‘อนุทิน’ วางหมาก ‘รัฐบาลไขว้’ คุมเบ็ดเสร็จรวบดุลอำนาจ
กลยุทธ์แบ่งงานครม.อนุทิน2เน้นระบบไขว้ตรวจสอบคานอำนาจพรรคร่วม พร้อมรวบงานความมั่นคง-ยุติธรรมไว้ที่นายกฯ ปูทางปรับโครงสร้างใหญ่แยกกระทรวงในอนาคต
KEY
POINTS
- นายกฯ อนุทินใช้โครงสร้าง “รัฐบาลไขว้” เพื่อคานอำนาจระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล โดยให้รองนายกฯ จากพรรคภูมิใจไทยกำกับดูแลหน่วยงานด้านน้ำและที่ดิน เพื่อตรวจสอบและถ่วงดุลกระทรวงเกษตรฯ ที่อยู่ในโควตาของพรรคเพื่อไทย
- มีการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จในหน่วยงานสำคัญด้านความมั่นคงไว้ที่นายกรัฐมนตรีโดยตรง เช่น กระทรวงมหาดไทย, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, และเหล่าทัพ เพื่อควบคุมการตัดสินใจสูงสุด
- กระจายงานด้านเศรษฐกิจและแบ่งพื้นที่ตรวจราชการ 18 เขตให้รองนายกฯ และรัฐมนตรีดูแล เพื่อติดตามโครงการและป้องกันไม่ให้มีใครคุมอำนาจเบ็ดเสร็จเพียงคนเดียว
การจัดสรรอำนาจภายใต้บังเหียนของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ถูกจับตามองว่าเป็นมากกว่าการแบ่งงานตามภารกิจปกติ แต่คือการวางโครงสร้าง “รัฐบาลไขว้”ที่ซับซ้อน เพื่อรักษาดุลอำนาจระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะการคานอำนาจระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ผ่านกลไกงบประมาณและทรัพยากรธรรมชาติ
สูตรไขว้คานอำนาจ: คุมน้ำ-ที่ดิน เบรกเกษตรฯ
แม้รัฐบาลจะชูภาพลักษณ์ “รัฐบาลเดียว” แต่ในภาคปฏิบัติกลับมีการวางกลไกตรวจสอบที่เข้มข้น โดยเฉพาะการมอบหมายให้ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย กำกับดูแลสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) และงานด้านที่ดิน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการอนุมัติโครงการ
บทวิเคราะห์ชี้ว่า นี่คือการสร้าง “ด่าน” เพื่อคานอำนาจกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่อยู่ในโควตาของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากโครงการใหญ่ของกรมชลประทานต้องผ่านความเห็นชอบจาก สนทช. หากจุดนี้ไม่ผ่าน งบประมาณและการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ จะเผชิญอุปสรรคทันที
นอกจากนี้ งานด้านเศรษฐกิจยังถูกกระจายไปยังรองนายกฯโดยไม่ให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ มีอำนาจเบ็ดเสร็จเพียงคนเดียว การกระจายงานกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมออกไป ทำให้ไม่มี “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” ที่คุมบังเหียนได้ฝ่ายเดียว ถือเป็นการกระจายน้ำหนักอำนาจไม่ให้เทไปที่ขั้วใดขั้วหนึ่ง
โมเดลแยกกระทรวง และการรวบอำนาจที่ศูนย์กลาง
ในส่วนของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีการแบ่งงานที่น่าสนใจโดยให้รองนายกฯ ถึง 2 คนกำกับดูแล โดยนายทรงศักดิ์ ดูแลด้านกีฬา และอีกคนดูแลด้านการท่องเที่ยว ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อแยกเป็น 2 กระทรวงในอนาคต ตามยุทธศาสตร์พรรคภูมิใจไทยที่ต้องการยกระดับงานกีฬาเป็นเอกเทศหรือควบรวมกับวัฒนธรรม
ขณะเดียวกัน นายกฯ อนุทิน ได้เลือกใช้วิธี “กระชับอำนาจ” ในส่วนราชการสำคัญไว้ที่ตนเองทั้งหมด โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และเหล่าทัพ เพื่อรักษาอำนาจการตัดสินใจสูงสุดในมิติด้านความมั่นคง
“การคุมกระทรวงยุติธรรมด้วยตนเองถือเป็นภาระหนักที่นายกฯ ยอมแบก เพื่อจัดการปัญหาทุจริตเชิงโครงสร้างและฟื้นฟูศรัทธากระบวนการยุติธรรม” แหล่งข่าวระบุถึงสาเหตุที่นายกฯ ไม่ยอมปล่อยงานสำคัญนี้ เพื่อป้องกันปัญหาการแทรกแซงและรักษาภาพลักษณ์ความโปร่งใสของรัฐบาล
ยุทธศาสตร์ 18 เขต: กระจายงานแต่ไม่กระจายอำนาจ
การออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 86/2569 แบ่ง 18 เขตตรวจราชการ เป็นการนำรัฐมนตรีลงพื้นที่เพื่อติดตามงบประมาณตามยุทธศาสตร์รายภาค เช่น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ คุมภาคใต้ทั้งหมด ขณะที่นายทรงศักดิ์ และนางสุขสมรวย วันทนียกุล แบ่งกันดูแลพื้นที่ภาคอีสาน
นี่คือการใช้กลไกติดตามงานเพื่อประเมินผลโครงการสำคัญให้เห็นผลเป็นรูปธรรม และยังเป็นการผสานงานข้ามภูมิภาคระหว่างขั้วการเมืองสายใต้และสายอีสานภายในพรรคภูมิใจไทยเอง เพื่อให้เกิดความไร้รอยต่อในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล
แนวโน้มในอนาคตการจัดสรรอำนาจรูปแบบนี้จะช่วยลดความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมในช่วงแรกจากการตรวจสอบที่เข้มข้น แต่ในระยะยาวอาจส่งผลต่อความรวดเร็วในการเบิกจ่ายงบประมาณ หากกระบวนการ “ไขว้” นำไปสู่การประลองกำลังทางการเมืองแทนการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส


