posttoday

ไขกลลวง กักตุนน้ำมัน57ล้านลิตร รับมากจ่ายน้อย ประวิงเวลาเก็งกำไรส่วนต่าง

07 เมษายน 2569

แกะรอย "ไอ้โม่ง"กักตุนน้ำมัน 57 ล้านลิตรไขกลลวง"รับมากจ่ายน้อย" ประวิงเวลาเก็งกำไรส่วนต่าง 20 บาท ป่วนห่วงโซ่อุปทาน

KEY

POINTS

  • จุดเกิดเหตุหลัก: คลังน้ำมันสุราษฎร์ฯ พบน้ำมันหาย 57 ล้านลิตร ใช้พฤติกรรม "รับมากจ่ายน้อย" ลดการจ่ายน้ำมันลง 24 เท่าในช่วงราคาขาขึ้น
  • เทคนิคอำพราง: ขบวนการใช้การปิดสัญญาณ AIS บนเรือ และประวิงเวลาขนส่งทางบกจาก 2 วันเป็น 5 วัน เพื่อหน่วงเวลาไปขายในวันที่ราคาปรับสูงขึ้น
  • มาตรการรัฐ: ยกระดับการตรวจสอบ 92 คลังทั่วประเทศ และเตรียมโอนคดีให้ DSI รับเป็นคดีพิเศษ เพื่อใช้อำนาจสืบสวนเชิงลึกเข้าจัดการกลุ่มทุนกักตุน

เปิดกลโกงคลังน้ำมัน รับปกติแต่ปล่อยของลดฮวบ 24 เท่า

พล.ต.อ.ดร.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการกวาดล้างขบวนการกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไร โดยระบุว่าจุดที่พบความผิดปกติรุนแรงที่สุดคือ คลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งพบน้ำมันขาดหายไปจากระบบสูงถึง 57 ล้านลิตร จากการตรวจสอบพฤติการณ์พบรูปแบบ "รับมากแต่จ่ายน้อย" โดยคลังได้รับน้ำมันจากโรงกลั่นในปริมาณปกติ แต่กลับลดการปล่อยน้ำมันสู่สถานีบริการจากเดิมวันละ 24 ล้านลิตร เหลือเพียง 1 ล้านลิตรในช่วงที่ราคาน้ำมันขาขึ้น

พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนเจตนา "กักตุน" เพื่อรอจังหวะการปรับขึ้นราคาขายปลีกหน้าปั๊ม ซึ่งสร้างความปั่นป่วนให้กับห่วงโซ่อุปทานน้ำมันในพื้นที่ภาคใต้ ข้อมูลจากการสืบสวนชี้ชัดว่าความผิดปกติไม่ได้อยู่ที่ "โรงกลั่น" เนื่องจากมีระบบควบคุมกระแสเงินสดที่เข้มงวด แต่จุดเปราะบางสำคัญอยู่ที่ "คลังน้ำมันรายใหญ่" และ "จ๊อบเบอร์" ที่อาศัยช่องว่างของจังหวะราคาตลาดโลกขาขึ้นมาสร้างผลกำไรบนความเดือดร้อนของประชาชน

งัดเทคนิค "ประวิงเวลา" ปิดสัญญาณเรือ-วิ่งอ้อม หน่วงเวลาทำกำไร

นอกจากการกักเก็บในคลัง เจ้าหน้าที่ยังพบเทคนิค "Time-Delay" ทั้งทางบกและทางน้ำ โดยในส่วนของการขนส่งทางน้ำมีการสั่งให้เรือเดินเรือช้าลงหรือแวะจอดในจุดที่ไม่ปกติ พร้อมทั้ง ปิดระบบ AIS (ระบบระบุตัวตนเรือ) เพื่ออำพรางพิกัดไม่ให้เจ้าหน้าที่ติดตามได้ ส่วนทางบกพบรถบรรทุกน้ำมันที่ควรใช้เวลาเดินทาง 2 วัน แต่กลับประวิงเวลาถึง 5 วัน หรือแจ้งจุดหมายปลายทางเท็จเพื่อนำน้ำมันไปซุกซ่อนในถังพักส่วนตัวตามจังหวัดต่างๆ เช่น นครสวรรค์

ความท้าทายสำคัญของเจ้าหน้าที่คือการพิสูจน์ "เจตนา" ในทางกฎหมาย เนื่องจากผู้ประกอบการมักอ้างเหตุผลทางธุรกิจ เช่น เครื่องยนต์ขัดข้อง หรือการปิด AIS ด้วยเหตุผลทางเทคนิค ดังนั้น การดำเนินคดีในครั้งนี้จึงไม่ใช่การจับกุมแบบคาหนังคาเขา แต่เป็นการสู้ด้วย "สถิติตัวเลขและวิธีการทางวิทยาศาสตร์" โดยการเปรียบเทียบข้อมูล (Cross-check) จาก 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมสรรพสามิต กรมธุรกิจพลังงาน กรมเจ้าท่า และ ศรชล. เพื่อหักล้างข้ออ้างของผู้ประกอบการในชั้นศาล

ส่องผลกระทบเศรษฐกิจ ส่วนต่างราคา 20 บาท จูงใจลักลอบส่งออก

แรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ขบวนการนี้เติบโตคือ ส่วนต่างราคาน้ำมันกับประเทศเพื่อนบ้านที่สูงถึง 20 บาทต่อลิตร ทำให้เกิดพฤติกรรมลักลอบผ่านแนวชายแดนในรูปแบบ "กองทัพมด" และการนำน้ำมันบนดินไปเร่ขายให้เรือประมงกลางทะเลทดแทน "น้ำมันเขียว" ที่มีราคาสูงกว่าในปัจจุบัน ล่าสุดพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานีได้แจ้งความดำเนินคดีแล้ว และกำลังส่งสำนวนให้ DSI พิจารณารับเป็นคดีพิเศษ เพื่อขยายผลถึงกลุ่มทุนเบื้องหลัง

การจัดตั้ง War Room มอนิเตอร์ผ่าน Dashboard แบบนาทีต่อนาทีที่ DSI จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการกำกับดูแลความมั่นคงทางพลังงาน หากมาตรการตรวจเข้ม 92 คลังน้ำมันทั่วประเทศสามารถอุดรอยรั่วนี้ได้ จะช่วยลดโอกาสการเกิด "น้ำมันขาดแคลนเทียม" ในช่วงเทศกาลสำคัญ อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ส่วนต่างราคาไทยกับเพื่อนบ้านยังกว้าง การบังคับใช้กฎหมายต้องทำอย่างเข้มข้น 100% ควบคู่ไปกับการใช้ Big Data เชื่อมโยงข้อมูลทุกหน่วยงานเพื่อสกัดไอ้โม่งในระยะยาว

แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิก)

 

 

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด เบรนท์ฟอร์ด พบ เอฟเวอร์ตัน พรีเมียร์ลีก วันนี้ 11 เม.ย.69