ชำแหละโผครม.อนุทิน2:เกมการเมืองล็อกเก้าอี้“บ้านใหญ่”สกัดนิติสงคราม
รัฐบาลภูมิใจไทย จัดทัพ โผครม.อนุทิน2 เน้นคัดกรองคุณสมบัติเข้มสกัดจุดเสี่ยงทางกฎหมาย พร้อมดัน “ลูกเทพ-ทหารรุ่นใหม่” คุมกลไกอำนาจ ยึดระบบโควตา สส. รักษาเสถียรภาพพรรคร่วม
KEY
POINTS
- คัดกรองคุณสมบัติขั้นสุด: รัฐบาลยอมสละมือกฎหมายระดับบารมีเพื่อเลือกคนที่ "สั่งได้" และไม่มีเงื่อนไขในการสู้คดีสำคัญ เพื่อลดความเสี่ยงนิติสงครามที่อาจทำให้ ครม. ล้มทลาย
- ระบบโควตาบ้านใหญ่: การใช้สูตร สส. แลกเก้าอี้ และการส่งทายาท (แก๊งลูกเทพ) ลงรัฐมนตรีช่วย เป็นกลยุทธ์การันตีคะแนนเสียงและการสืบทอดอำนาจในพื้นที่ฐานเสียงเดิม
- เอกภาพฝ่ายความมั่นคง: การดันพลโทอดุลย์คุมกระทรวงกลาโหมเน้นความคล่องตัวในการสั่งการและการเชื่อมต่อระหว่างนโยบายรัฐบาลกับกองทัพที่มีความเป็นปึกแผ่นมากขึ้น
การจัดโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดล่าสุด ภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทย ไม่ใช่เพียงการปันผลประโยชน์ทางการเมือง แต่คือการวางหมากเพื่อ "ความอยู่รอด"
ท่ามกลางกระแสนิติสงครามที่เข้มข้น การคัดเลือกตัวบุคคลในครั้งนี้สะท้อนชัดถึงความพยายามปิดจุดเสี่ยงด้านคุณสมบัติที่อาจกลายเป็นชนวนล้มรัฐบาลในอนาคตโดยมีตัวแปรสำคัญคือกฎเหล็กจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ทำให้นายกรัฐมนตรีต้องขีดเส้นตายความมัวหมองให้เป็นศูนย์
ทั้งพล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ประธานยุทธศาสตร์ความมั่นคง พรรคไทยสร้างไทย และนายศักดา นพสิทธิ์ นักวิเคราะห์การเมืองได้ร่วมกันวิเคราะห์ฉากทัศน์โผครม.ใหม่มีประเด็นน่าสนใจดังนี้
ปรากฏการณ์ "บวรศักดิ์" และทางตันเนติบริกร
ประเด็นที่น่าจับตาที่สุดคือการหลุดโผของ อดีตปรมาจารย์กฎหมายอย่าง อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งถูกวิเคราะห์ว่าเป็นผลจาก "ตัวตน" ที่ชัดเจนและเงื่อนไขที่รัฐบาลมิอาจรับได้ บทวิเคราะห์ชี้ว่าความต่างระหว่างบวรศักดิ์และวิษณุ เครืองาม คือการที่อาจารย์บวรศักดิ์ไม่ใช่ "เนติบริกร" ที่พร้อมปรับตัวตามโจทย์การเมืองทุกรูปแบบ แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือการ "ไม่แตะต้องคดีอ่อนไหว" เช่น คดีเขากระโดง หรือคดีฮั้ว สว.
เมื่อรัฐบาลต้องการมือกฎหมายที่ทำหน้าที่เป็น "คันชน" และจัดการกลไกกฎหมายในประเด็นที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์พรรคร่วม การที่บวรศักดิ์ปฏิเสธการสยบยอมต่ออำนาจการเมืองแบบไร้เงื่อนไข (Symbolic Resistance) จึงส่งผลให้ชื่อของเขาถูกตีตกไป เนื่องจากรัฐบาลต้องการผู้ที่สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงทางกฎหมายได้อย่างเบ็ดเสร็จมากกว่าผู้รักษาหลักการ
นิติสงคราม "โรงแป้งมัน" และการคุมกำลังภายใน
ในฟากของพรรคเพื่อไทย แรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นในพื้นที่นครราชสีมาและอุบลราชธานี เมื่อ สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล เผชิญกับคดีความจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งถูกมองว่าเป็น "นิติสงคราม" เพื่อเขย่าเก้าอี้รัฐมนตรี การรุกคืบของคดีโรงแป้งมันในช่วงจัดโผ ครม. ถูกตีความว่าเป็นการใช้กลไกของรัฐมาเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองภายในพรรคร่วม หรือแม้แต่การเปิดแผลเพื่อให้เกิดการขยับโควตาภายในพรรคเพื่อไทยเอง
ขณะที่การจัดสรรตำแหน่งในพรรคภูมิใจไทยยังคงยึดระบบ "10 ต่อ 1" (สส. 10 คนต่อ 1 เก้าอี้รัฐมนตรี) อย่างเคร่งครัด พร้อมกับการดัน "แก๊งลูกเทพ" หรือทายาทบ้านใหญ่เข้ามาเป็นรัฐมนตรีช่วย เพื่อรักษาฐานเสียงในระยะยาว แต่ใช้ตัวจริงระดับเทคโนแครตหรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้กำกับนโยบายในภาพรวม เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจส่งผลกระทบต่อพรรค
เอกภาพสีเขียวและการบริหาร "ก๊อกสอง"
สำหรับการขยับขึ้นของ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ สู่ตำแหน่ง รมว.กลาโหม คือยุทธศาสตร์สร้างเอกภาพระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำ การเลือกทหารรุ่นใหม่ที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับผู้นำเหล่าทัพช่วยลดช่องว่างในการบริหารงานความมั่นคง โดยเฉพาะในสถานการณ์ชายแดนที่เปราะบาง ซึ่งประเด็นเรื่อง "ยศ" ถูกมองว่าเป็นเรื่องรองเมื่อเทียบกับ "ตำแหน่ง" และการบูรณาการอำนาจผ่านรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงที่เป็น "กระบี่มือสอง" ของนายกฯ
สุดท้าย เสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเก้าอี้รัฐมนตรี แต่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ "ความพึงพอใจ" ของกลุ่มก๊วนต่างๆ การเตรียมพรรคสำรองในฐานะ "ก๊อกที่ 2" สำหรับเสียบแทนพรรคที่งอแง จึงเป็นกลยุทธ์ที่รัฐบาลเตรียมไว้เพื่อลดอำนาจต่อรองของพรรคร่วม และรักษาอำนาจให้ยืนยาวที่สุดภายใต้การนำของสองพรรคใหญ่
แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิก)


