จับตา ‘สงครามหาทางลง’ สหรัฐฯ-อิหร่าน แบกต้นทุนไม่ไหว เล็งปิดฉากนิวเคลียร์
วิเคราะห์สถานการณ์ตะวันออกกลางเมื่อยักษ์ใหญ่เผชิญภาวะ ‘ของหมด’ สหรัฐฯ-อิสราเอล รุกฆาตขีดความสามารถนิวเคลียร์ก่อนถอยทัพ ขณะที่อิหร่านปรับแผนสู้ด้วยสงครามตัวแทน หวังบีบพญามังกรพ้นภูมิภาคถาวร
KEY
POINTS
- ทุกฝ่ายกำลังมองหาทางลงเนื่องจากต้นทุนสงครามที่สูงเกินไป โดยเน้นการรักษาภาพลักษณ์ผู้ชนะผ่านเงื่อนไขการเจรจาที่รุนแรงแต่ทำได้ยาก
- เป้าหมายหลักของสหรัฐฯ-อิสราเอล คือการทำลายศักยภาพนิวเคลียร์และอาวุธของอิหร่านให้เหลือต่ำที่สุดก่อนถอนตัว เพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต
- ประเทศอาหรับเริ่มลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และหันมาสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงกันเอง ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจในตะวันออกกลางอย่างถาวร
สัญญาณถอยทัพ: เมื่อต้นทุนสงครามสูงเกินแบกรับ
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หลังจากที่ทุกฝ่ายเริ่มส่งสัญญาณ "หาทางลง" จากการเผชิญหน้าทางทหารในรูปแบบเดิม พล.ท.พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ วิเคราะห์ว่า ปัจจุบันคู่ขัดแย้งกำลังเผชิญกับภาวะ "ของหมด" และต้นทุนทางการทหารที่พุ่งสูงขึ้นมหาศาล จนเกินกว่าที่เศรษฐกิจและคลังอาวุธจะแบกรับได้ในระยะยาว
ข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดคือ สหรัฐฯ เริ่มส่งสัญญาณลดระดับการเผชิญหน้า (Dial down) เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและความสามารถในการทำสงครามต่อเนื่อง ขณะที่อิหร่านเองก็ได้ลดระดับการยิงขีปนาวุธลงอย่างมีนัยสำคัญ บทวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า การยื่นข้อเสนอที่ดูสุดโต่งของทั้งสองฝ่าย เช่น สหรัฐฯ สั่งให้อิหร่านหยุดนิวเคลียร์ หรืออิหร่านไล่สหรัฐฯ ปิดฐานทัพ แท้จริงแล้วคือ "การสร้างภาพลักษณ์ผู้ชนะ" เพื่อรักษาฐานอำนาจภายในตนเอง ก่อนที่จะมีการเจรจาหลังฉากเพื่อจบศึกระลอกนี้
ยุทธศาสตร์ทำลายขีดความสามารถ: รุกฆาตนิวเคลียร์ก่อนแยกย้าย
เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ และอิสราเอลในปฏิบัติการครั้งนี้ ไม่ใช่การยึดครองพื้นที่ แต่คือการ "ตัดวงจรภัยคุกคาม" โดยเน้นไปที่การทำลายศักยภาพทางทหารและโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านให้ได้มากที่สุด พล.ท.พงศกร ระบุว่า สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการโจมตีเป้าหมายไปกว่าหมื่นแห่ง ซึ่งส่งผลให้ขีดความสามารถของอิหร่านลดลงมาอยู่ในระดับที่พอจะควบคุมได้ในสายตาของฝั่งตะวันตก
อย่างไรก็ตาม ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า การกดดันที่รุนแรงอาจกลายเป็นดาบสองคม หากอิหร่านมองว่าความมั่นคงของชาติถูกคุกคามถึงขีดสุด อาจมีการเปลี่ยนนโยบายทางศาสนา (ฟัตวา) เพื่อเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมาเป็นหลักประกันความมั่นคงในอนาคต แทนการพึ่งพากำลังทหารแบบเดิม ซึ่งจะเป็นโจทย์ที่ยากขึ้นสำหรับนโยบายความมั่นคงระดับโลก
จุดเปลี่ยนอำนาจ: สงครามลับและระเบียบใหม่ตะวันออกกลาง
แม้มิติของการรบทางอากาศจะลดระดับลง แต่การวิเคราะห์ชี้ว่าสงครามจะเปลี่ยนรูปแบบไปสู่ "สงครามตัวแทน" (Proxy War) และ "สงครามลับ" (Secret War) ที่ยืดเยื้อแทน อิหร่านพร้อมจะ "ยอมเจ็บในระยะสั้น" เพื่อสร้างต้นทุนที่สูงลิ่วให้แก่สหรัฐฯ จนนำไปสู่การกดดันทางนโยบายให้กองทัพอเมริกันต้องถอนตัวออกจากภูมิภาคในที่สุด นอกจากนี้ ปัจจัยความแตกแยกภายในอิหร่านเอง ก็เป็นจุดเปราะบางที่ฝ่ายตรงข้ามพยายามใช้บ่อนทำลายความมั่นคง
ในเชิงนโยบายต่างประเทศ ท่าทีของกลุ่มประเทศอาหรับกำลังเปลี่ยนไปอย่างถาวร ความไม่มั่นใจใน "ร่มเงาความคุ้มครอง" ของสหรัฐฯ ทำให้ประเทศอย่างซาอุดิอาระเบียหันไปสร้างพันธมิตรใหม่กับตุรกีและปากีสถาน เพื่อสร้างโครงสร้างความมั่นคงกันเองในกลุ่มมุสลิม หากสถานการณ์ไม่บานปลายไปถึงการส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้าสู่ดินแดนอิหร่าน คาดว่าความรุนแรงจะทยอยลดระดับลงในเร็ววัน แต่จะทิ้งรอยร้าวในโครงสร้างอำนาจตะวันออกกลางที่ไม่มีวันเหมือนเดิม
แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิกชม)


