posttoday

รัฐบาลอนุทิน2 เผชิญวิกฤตพลังงาน-ค่าครองชีพ บทพิสูจน์ความอยู่รอด

23 มีนาคม 2569

วิกฤตน้ำมันขาดแคลนและสินค้าราคาแพงกลายเป็นโจทย์หิน ท้าทายภาวะผู้นำ "อนุทิน" ท่ามกลางบทเรียนความล้มเหลวในอดีตที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาล

KEY

POINTS

  • วิกฤตน้ำมันขาดแคลนและค่าครองชีพสูง คือโจทย์ใหญ่ที่สุดที่ชี้วัดความอยู่รอดของรัฐบาล หากแก้ไม่ได้อาจอยู่ไม่ครบเทอม
  • ภาวะผู้นำถูกท้าทายจากบทเรียนในอดีต ทั้งการจัดการโควิด-19 และน้ำท่วม ซึ่งถูกประเมินว่ายังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
  • มาตรการอัดฉีดเงินกู้แสนล้านและลดภาษีสรรพสามิต เป็นเดิมพันสำคัญที่รัฐบาลหวังใช้กอบกู้ความเชื่อมั่น แต่ต้องแลกกับภาระทางการคลังมหาศาล

วิกฤตพลังงานลามค่าครองชีพ: จุดเปราะบางความเชื่อมั่นรัฐบาล

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะวิกฤตอย่างหนัก เมื่อปัญหาไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่กลับเกิดภาวะ "ขาดแคลนน้ำมัน" จนปรากฏภาพประชาชนต่อคิวรอเติมน้ำมันยาวเหยียด ปรากฏการณ์นี้ลามไปสู่การกักตุนและการหยุดส่งน้ำมันของกลุ่มผู้ค้า (Jobbers) เนื่องจากปัญหาด้านส่วนต่างราคา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานทั้งประเทศ

บทวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า "ราคาไข่" และ "ราคาน้ำมัน" ได้กลายเป็นดัชนีชี้วัดความอยู่รอดของรัฐบาลชุดนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากรัฐบาลไม่สามารถจัดการปัญหา "น้ำมันยาก-ไข่แพง" ได้ ความเดือดร้อนของประชาชนจะกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลที่ทำให้รัฐบาลไม่สามารถอยู่จนครบเทอม แม้ภาครัฐจะยืนยันว่าน้ำมันในสต็อกมีเพียงพอ แต่ความล้มเหลวในการสื่อสารกลับสร้างภาวะตื่นตระหนก (Panic) จนเกิดการกักตุนไปทั่ว

ความเชื่อมั่นที่ถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนเริ่มหมดความศรัทธาต่อการบริหารจัดการภาครัฐ การที่ประชาชนต้อง "ร้องขอชีวิต" จากวิกฤตค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น เป็นสัญญาณอันตรายที่ระบุว่า ความชอบธรรมในการบริหารราชการแผ่นดินกำลังถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง และอาจนำไปสู่จุดจบของรัฐบาลเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

ย้อนรอยบทเรียนอดีต: ภาวะผู้นำที่ถูกตั้งคำถาม

นี่ถือเป็นวิกฤตระดับชาติครั้งที่ 3 ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งจากการประเมินผลงานในอดีตที่ผ่านมายัง "ไม่ผ่าน" เกณฑ์มาตรฐานของการบริหารวิกฤต โดยเฉพาะบทเรียนจากวิกฤตโควิด-19 ที่เคยมีการปรามาสว่าเป็นเพียงโรคกระจอก แต่สุดท้ายสถานการณ์กลับบานปลายจนต้องมีการรวบอำนาจไปไว้ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ในขณะนั้น

นอกจากนี้ วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ในปีที่ผ่านมา ยังเป็นอีกหนึ่งแผลเป็นทางการเมืองที่สำคัญ เนื่องจากการฟื้นฟูเป็นไปอย่างล่าช้าและไม่สามารถทำได้ตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน บทเรียนความล้มเหลวที่สะสมมานี้ทำให้ภาพลักษณ์ภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรีถูกมองว่าขาดประสิทธิภาพในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องการการตัดสินใจที่เด็ดขาดและแม่นยำ

ปัจจัยความเสื่อมศรัทธายังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาความยุติธรรมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เช่น กรณีคดีเขากระโดง หรือปัญหาคดีนอมินี หากรัฐบาลยังมุ่งเน้นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแต่ละเลยบรรทัดฐานความถูกต้อง ความเสื่อมสะสมเหล่านี้จะกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้รัฐบาลสูญเสียฐานสนับสนุนและนำไปสู่การสิ้นสุดของอำนาจในที่สุด

งัดมาตรการกู้เงิน-ลดภาษี: เดิมพันสุดท้ายบนหน้าตัก

ในความพยายามกอบกู้สถานการณ์ รัฐบาลได้เตรียมแผนอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบอย่างมหาศาล โดยมีรายงานว่ามีการเตรียมกู้เงินเบื้องต้น 40,000 ล้านบาท และอาจขยับขึ้นไปถึงหลักแสนล้านบาทหากวิกฤตยืดเยื้อเกินกว่า 3 เดือน รวมถึงการโอนงบกลางหมื่นล้านบาทเพื่อเร่งเยียวยากลุ่มเปราะบางและเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในขณะนี้

มาตรการทางภาษีเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้ โดยเฉพาะข้อเสนอการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน แม้การดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของรัฐที่ต้องสูญเสียไปมหาศาลก็ตาม นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาปรับสูตรพลังงานทางเลือก เช่น B7, B10 และ B20 รวมถึงการเจรจานำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่นโดยใช้เงินสกุลหยวนเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางการเงินบางประการ

บทสรุปของรัฐบาล "อนุทิน 2" จึงขึ้นอยู่กับความสำเร็จในการบริหารวิกฤตน้ำมันและค่าครองชีพในครั้งนี้ หากมาตรการที่งัดออกมาไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นหรือแก้ปัญหาที่ต้นตอได้จริง ภาพลักษณ์ความล้มเหลวซ้ำซากในอดีตจะกลับมาตอกย้ำความไม่สำเร็จ และกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดที่จะทำให้รัฐบาลชุดนี้ต้องปิดฉากลงก่อนเวลาอันควรเนื่องจากขาดความชอบธรรมทางการเมือง

 

 

ข่าวล่าสุด

สุวรรณภูมิพุ่งอันดับ 36 โลกปี 2026 คว้าที่ 4 กลุ่มผู้โดยสาร 60-70 ล้านคน