posttoday

ถอดรหัส'กำปั้นเหล็ก'สหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีอิหร่านเขย่าภูมิรัฐศาสตร์โลก

07 มีนาคม 2569

สหรัฐฯ-อิสราเอลใช้ยุทธวิธี "ชิงลงมือ" ถล่มอิหร่านกว่า 1,000 จุด หวังเปลี่ยนระบอบผู้นำ ชี้สงครามยุคใหม่สู้ด้วย AI และโดรน เตือนไทยเร่งรับมือราคาพลังงาน

KEY

POINTS

  • ยุทธศาสตร์เชิงรุก: สหรัฐฯ-อิสราเอล ใช้การทูตเป็นกลลวงก่อนชิงโจมตีเพื่อเป้าหมายเปลี่ยนระบอบผู้นำอิหร่าน โดยใช้ AI และสงครามอิเล็กทรอนิกส์เป็นอาวุธหลัก
  • ความเสี่ยงสงครามขยายวง: หากมีการโจมตีลามสู่สมาชิก NATO อย่างตุรกี อาจมีการบังคับใช้กฎบัตรข้อ 5 ซึ่งจะลากมหาอำนาจตะวันตกเข้าสู่สมรภูมิอย่างเต็มตัว
  • โจทย์หินของไทย: รัฐบาลต้องรักษาความเป็นกลางควบคู่ไปกับการรับมือวิกฤตราคาพลังงาน ขณะที่กองทัพต้องเร่งปฏิรูปสู่ระบบดิจิทัลและเทคโนโลยีโดรน

กลลวงการทูตสู่ยุทธวิธี "ชิงลงมือ" หวังผล 'Regime Change'

เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อสหรัฐฯ เลือกใช้กลยุทธ์ "ทางการทูตบังหน้า" โดยส่งตัวแทนเจรจาทางอ้อมกับอิหร่านที่กรุงเจนีวาผ่านโอมาน เพื่อสร้างสภาวะตายใจก่อนตัดสินใจใช้ยุทธวิธี "ชิงลงมือ" (Preemptive Strike) เข้าโจมตีทันทีเมื่อหน่วยข่าวกรองยืนยันว่าอีกฝ่ายกำลังเตรียมการ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม วิเคราะห์ว่า วิธีคิดของสหรัฐฯ ตั้งต้นจากผลประโยชน์แห่งชาติเป็นหลัก โดยเฉพาะภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการผลักดันนโยบาย "Regime Change" หรือการเปลี่ยนระบอบผู้นำในอิหร่าน

เป้าหมายหลักของการใช้ "กำปั้นเหล็ก" ทางทหารในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการทำลายขีดความสามารถทางอาวุธ แต่คือการบดขยี้โครงสร้างอำนาจเดิมเพื่อกำหนดตัวผู้นำคนใหม่ที่เอื้อต่อผลประโยชน์ของตะวันตก โดยมีการผสมผสานระหว่างการใช้กำลังรบและการทำ "สงครามตัวแทน" (Proxy War) โดยสนับสนุนงบประมาณและอาวุธให้กองกำลังชาวเคิร์ดบุกภาคพื้นดิน เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียของทหารอเมริกัน พร้อมทั้งให้ CIA ดำเนินปฏิบัติการจิตวิทยาปลุกระดมมวลชนภายในอิหร่านให้ลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลตนเอง

สงครามดิจิทัล: เมื่อ AI และระบบ Jamming ทำให้ศัตรู "หูหนวกตาบอด"

ในเชิงยุทธวิธี ความได้เปรียบที่ชัดเจนของอิสราเอลและสหรัฐฯ คือการข้ามขีดจำกัดด้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) โดยหน่วยมอสซาด และ Unit 8200 ได้นำเทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) มาใช้ดักจับสัญญาณดาวเทียมและวิเคราะห์อัตลักษณ์บุคคลอย่างแม่นยำ จนสามารถใช้ระเบิดเจาะเกราะ (GBU-57) สังหารเป้าหมายระดับสูงในบังเกอร์ใต้ดินลึกถึง 60 เมตรได้สำเร็จ นอกจากนี้ยังมีการใช้ระบบคลื่นรบกวน (Jamming) ตัดสัญญาณสื่อสารและระบบเรดาร์ จนทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านที่ใช้เทคโนโลยีจากจีนไม่สามารถทำงานได้

อย่างไรก็ตาม ฝั่งอิหร่านยังคงมีไม้เด็ดในด้าน "สงครามโดรน" และขีปนาวุธที่สามารถแตกตัวเป็นระเบิดย่อย (Submunitions) เพื่อเจาะทะลวงระบบ Iron Dome ของอิสราเอล การปะทะกันในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการวัดกำลังพล แต่เป็นการประลองเทคโนโลยีอาวุธระดับสูงที่มีผลต่อทิศทางความมั่นคงโลก หากสถานการณ์ลุกลามจนมีการอ้างกฎบัตรข้อ 5 ของนาโต (NATO) กรณีตุรกีถูกโจมตี อาจกลายเป็นชนวนเหตุที่ดึงนานาชาติเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ

นัยต่อเศรษฐกิจและบทเรียนเชิงนโยบายสำหรับประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ "ความมั่นคงทางพลังงาน" เนื่องจากความไม่สงบในตะวันออกกลางจะกดดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกให้พุ่งสูงขึ้น กระทบต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพโดยตรง รัฐบาลไทยจึงจำเป็นต้องดำเนินนโยบาย "วางตัวเป็นกลางอย่างสงบนิ่ง" ไม่เลือกข้างทางการเมืองระหว่างประเทศ แต่ต้องรุกหนักในมาตรการดูแลราคาน้ำมันภายในประเทศ และเร่งแผนอพยพช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เสี่ยงอย่างเป็นระบบ

ในเชิงยุทโธปกรณ์ พล.อ.นิพัทธ์ เสนอแนะว่า กองทัพไทยต้องเร่งปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล โดยให้ความสำคัญกับโดรนและระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์มากกว่าอาวุธวิถีโค้งแบบเดิม "หากกองทัพใดไม่มีเทคโนโลยีเหล่านี้ ก็เท่ากับเตรียมตัวแพ้" ซึ่งปัจจุบันกองทัพไทยกำลังมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อลดความสูญเสียและเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงพื้นที่ยุทธศาสตร์ นี่คือบทเรียนสำคัญว่าความมั่นคงในโลกยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่จำนวนทหาร แต่ตัดสินกันที่ความล้ำสมัยของเทคโนโลยีและการบริหารจัดการข้อมูลข่าวกรอง

เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง 
แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิก)
 

ข่าวล่าสุด

กระทรวงเกษตรฯ เปิด “วกส. รุ่น 7” สร้างเครือข่ายขับเคลื่อนเกษตรไทย