posttoday

"สุวัจน์ ลิปตพัลลภ"ผ่าสมรภูมิเลือกตั้ง69 การเมือง3ขั้ว สูตรตั้งรัฐบาลใหม่

24 ธันวาคม 2568

สุวัจน์ชี้เลือกตั้งปี 2569 การเมืองไทยเปลี่ยนสู่สมรภูมิ 3 ขั้ว พรรคใหญ่ขับเคี่ยว พรรคเล็กถอยตั้งหลัก ชี้สูตรรัฐบาลต้องจับมือ 2 ใน 3 เพิ่มเสถียรภาพประเทศดี

KEY

POINTS

  • สุวัจน์ ลิปตพัลลภ วิเคราะห์การเมืองไทยเปลี่ยนสู่ "สมรภูมิ 3 ขั้ว" ที่ขับเคี่ยวกันระหว่างพรรคประชาชน, เพื่อไทย และภูมิใจไทย ทำให้พรรคขนาดกลาง-เล็กมีพื้นที่น้อยลง
  • คาดการณ์ว่าไม่มีพรรคใดชนะขาดเกินกึ่งหนึ่ง โดย 3 พรรคใหญ่จะได้ที่นั่งรวมกันประมาณ 400 ที่นั่ง ทำให้สูตรจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นไปได้คือการจับขั้วแบบ "2 ใน 3"
  • ตัวแปรชี้ขาดชัยชนะไม่ใช่แค่อุดมการณ์ แต่เป็นนโยบายเศรษฐกิจ (ปัญหาปากท้อง) และความน่าเชื่อถือของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่จะดึงคะแนนจากกลุ่มพลังเงียบ

บทวิเคราะห์ภูมิทัศน์การเมืองไทย: สมรภูมิ 3 ขั้ว ผ่านมุมมองสุวัจน์

การตัดสินใจ “เว้นวรรค” ของพรรคชาติพัฒนาในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ไม่ได้เป็นเพียงกลยุทธ์เฉพาะหน้า หากแต่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของการเมืองไทยอย่างชัดเจน

มุมมองของ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ชี้ว่า สนามการเมืองกำลังเคลื่อนจากการแข่งขันสองขั้ว ไปสู่ “สมรภูมิ 3 ขั้ว” ที่แรงเสียดทานสูงกว่าเดิม และบีบพื้นที่ของพรรคขนาดกลาง–เล็กให้แคบลงอย่างมีนัยสำคัญ การถอยหนึ่งก้าวของชาติพัฒนา จึงเป็นการตั้งหลักเพื่ออ่านเกมใหญ่ มิใช่การยอมแพ้

เหตุผลของการพักรบ: เมื่อกติกา–พฤติกรรมเปลี่ยน

"สุวัจน์" สรุปปัจจัยหลักที่ผลักดันการตัดสินใจไว้ 4 ประการ

  1. การเมือง 3 ขั้วครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ การขับเคี่ยวของพรรคใหญ่สามพรรคทำให้พื้นที่ของพรรคเล็กหดตัว
  2. พฤติกรรมเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์ ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเอนเอียงไปหาพรรคที่มีโอกาสตั้งรัฐบาลมากกว่า
  3. กติกาไม่เอื้อ ระบบบัญชีรายชื่อและจังหวะยุบสภาฉับพลันเพิ่มต้นทุนให้พรรคทรัพยากรจำกัด
  4. ความต้องการรัฐบาลเข้มแข็ง วิกฤตซ้อนวิกฤตทำให้สังคมคาดหวังเสถียรภาพจากพรรคใหญ่

ผลลัพธ์คือการนิยามสนามใหม่ที่ขับเคลื่อนโดยสามขั้วอำนาจหลัก

สมรภูมิ 3 ขั้ว: ใครได้เปรียบ

ภาพการแข่งขันระหว่าง พรรคประชาชน, พรรคเพื่อไทย และ พรรคภูมิใจไทย สร้างฉากทัศน์ที่ไม่เคยเกิดมาก่อน "สุวัจน์" ประเมินว่า ไม่มีพรรคใดครองเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ทั้งสามมีแนวโน้มได้ “ร้อยขึ้นไป” รวมกันราว 400 ที่นั่ง สูตรรัฐบาลจึงน่าจะเป็น “2 ใน 3”

ลำดับความเป็นไปได้: พรรคประชาชนมีโอกาสนำ ขณะที่ภูมิใจไทยกับเพื่อไทยสูสีในการแย่งอันดับรอง ชัยชนะจึงไม่ได้วัดจากจำนวน ส.ส. เพียงอย่างเดียว แต่จากการช่วงชิงใจ “พลังเงียบ” ราว 40%

ตัวแปรชี้ขาด: ปากท้อง–ผู้นำ

แกนการแข่งขันขยับจากอุดมการณ์ สู่ เศรษฐกิจ และ ภาวะผู้นำ

นโยบายเศรษฐกิจ ตัวเลขหนี้และการเติบโตต่ำปิดทางประชานิยมแบบเดิม เปิดทางนโยบาย “สมาร์ท” ที่สร้างรายได้

แคนดิเดตนายกฯ ความน่าเชื่อถือและภาพ “เอาอยู่” เป็นกุญแจดึงคะแนนจากผู้ลังเล

 

 

เปรียบเทียบผู้นำ 3 ขั้ว  ภูมิใจไทย - เพื่อไทย - ประชาชน

อนุทิน ชาญวีรกูล (ภูมิใจไทย)
โดดเด่นด้วย “ความเก๋าทางการเมือง” และประสบการณ์ในระบบอำนาจรัฐ เข้าใจพลวัตและข้อจำกัดของการเมืองไทยเป็นอย่างดี จุดแข็งคือความยืดหยุ่นทางยุทธศาสตร์ ไม่ผูกมัดตัวเองกับเงื่อนไขตายตัว เปิดช่องต่อรองและจัดสมดุลอำนาจได้ในหลายสถานการณ์

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ  (ประชาชน)
ได้เปรียบจากอารมณ์สังคมที่มองว่า “ยังไม่เคยได้เป็นนายกรัฐมนตรี” แม้เคยชนะเลือกตั้งมาก่อน ประกอบกับข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่ต้องแบกรับความรับผิดชอบโดยตรงต่อปัญหาเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ทำให้สามารถนำเสนอภาพการเริ่มต้นใหม่ได้ง่ายกว่า

 ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (เพื่อไทย)  
เป็น “ของใหม่” ในการเมืองระดับผู้นำประเทศ ด้วยภาพลักษณ์นักวิชาการที่สะอาดและเป็นกลาง ความสดใหม่เช่นนี้อาจตอบโจทย์ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ต้องการลองแนวทางแตกต่างจากการเมืองแบบเดิม แม้ยังต้องพิสูจน์ศักยภาพในสนามอำนาจจริง 

ทางเดินของชาติพัฒนา: ถอยเพื่อตั้งหลัก

ชาติพัฒนาเลือก คงสถานภาพพรรค มุ่ง การเมืองท้องถิ่น ผ่านทีมโคราช เปิดทางสมาชิกเดิมย้ายสังกัด และ รอจังหวะ เมื่อกติกาเอื้ออำนวย การพักรบจึงเป็นยุทธศาสตร์เพื่อความอยู่รอดและการกลับมาอย่างมีน้ำหนัก

บทสรุป

การเลือกตั้งครั้งนี้คือสนาม 3 ขั้วที่ดุเดือด เศรษฐกิจเป็นตัวตัดสิน พรรคเล็กต้องปรับตัวหนัก ความท้าทายหลังเลือกตั้งไม่ใช่แค่การชนะ แต่คือการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ เพื่อพาประเทศฝ่าวิกฤตและสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและนอกประเทศ

เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง
ที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิ๊กชม)

ข่าวล่าสุด

กองทุนน้ำมันแจงขึ้น 6 บาท เพราะราคาตลาดโลกพุ่ง-สภาพคล่องติดลบ