"ภูมิใจไทย"รวมบ้านใหญ่ ทุบสีส้ม จัดระเบียบใหม่อำนาจการเมืองไทย
คลื่นสีน้ำเงิน ภูมิใจไทยไม่ใช่แค่ดูดผู้แทน แต่การจัดระเบียบใหม่ อำนาจการเมืองไทย รวมบ้านใหญ่ พาไปถึงเป้าพรรคอันดับหนึ่ง สมดุลผลประโยชน์ ความโปร่งใส ชี้ชะตารัฐบาล
KEY
POINTS
- พรรคภูมิใจไทยใช้ยุทธศาสตร์ “รวมบ้านใหญ่” โดยดึงพรรคชาติไทยพัฒนาและกลุ่มการเมืองอื่นเข้าร่วม เพื่อเพิ่มจำนวน ส.ส. และลดการตัดคะแนนกันเองในสนามเลือกตั้ง
- เป้าหมายหลักของยุทธศาสตร์นี้คือการก้าวขึ้นเป็นพรรคอันดับหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพื่อสร้างความชอบธรรมในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและจัดระเบียบอำนาจการเมืองใหม่
- กลยุทธ์สำคัญคือการรวบรวมฐานเสียงในระดับเขตเพื่อเอาชนะคู่แข่งอย่างพรรคก้าวไกล หรือที่เรียกว่า “ทุบส้มที่เขต” แม้อาจสู้คะแนนบัญชีรายชื่อไม่ได้ก็ตาม
ดีลชาติไทยพัฒนา: สัญญาณจำกัดความอยู่รอดของพรรคเล็ก
การตัดสินใจของแกนนำชาติไทยพัฒนาในการย้ายขั้วเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้เป็นเพียงภาพสัญลักษณ์ของ “บ้านใหญ่” ย้ายค่าย แต่สะท้อนแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่พรรคขนาดกลางและเล็กต้องเผชิญภายใต้กติกาเลือกตั้งและสมการอำนาจปัจจุบัน
การย้ายพรรคจึงไม่ใช่แค่การย้ายป้ายหรือสีเสื้อ หากแต่คือการยอมรับข้อจำกัดของการเป็น “พรรคเล็กแต่ต้นทุนสูง” ที่ต้องใช้ทรัพยากรอย่างมหาศาลในการรักษาพื้นที่ทางการเมือง แต่กลับมีอำนาจต่อรองและศักยภาพผลักดันนโยบายจำกัดลงเรื่อยๆ
"นิกร จำนง" ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา สะท้อนภาพข้อจำกัดดังกล่าวอย่างชัดเจน ทั้งเงื่อนไขรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้การเสนอร่างกฎหมายต้องมี ส.ส. อย่างน้อย 20 คน ทำให้พรรคที่มีเพียง 10 ที่นั่งไม่สามารถผลักดันนโยบายหลักของตัวเองได้ แม้กระทั่งวาระใหญ่เชิงโครงสร้างอย่าง “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ก็ต้องอาศัยพรรคอื่นเป็นเจ้าภาพ
ขณะเดียวกัน การได้ดูแลกระทรวงในสัดส่วนจำกัดทำให้ศักยภาพในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แตกต่างจากยุคที่พรรคเคยคุมกระทรวงเกษตรฯ และสร้างฐานการเมืองจากผลงานเชิงรูปธรรมในชนบท
สนามเลือกตั้งยิ่งตอกย้ำความเปราะบางของพรรคเล็ก ระบบบัญชีรายชื่อที่ใช้เกณฑ์คะแนนต่อที่นั่งระดับหลายแสนคะแนน ทำให้คะแนนเสียงของชาติไทยพัฒนา 190,000 คะแนน แปลงเป็นเก้าอี้ได้เพียงเพราะ “ชนะเศษ” ของคนอื่นมากกว่า ไม่ใช่เพราะมีพลังนำในระดับประเทศ
เมื่อรวมกับต้นทุนการบริหารพรรค การสร้างกระแส และการรักษาฐานเสียงในหลายจังหวัด การผนวกรวมกับพรรคขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรและอำนาจรัฐในมือ จึงถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่ “สมเหตุสมผล” ในมิติความอยู่รอด แม้จะต้องยอมแลกบางอย่างทางการเมืองก็ตาม
คำอธิบายภายใน vs เสียงประชาชน: ต้นทุนการเมืองที่มองไม่เห็น
ในมุมของแกนนำชาติไทยพัฒนา การเลือกเดินเข้าสู่คลื่นสีน้ำเงินถูกอธิบายผ่านกรอบคิด “พรรคใหญ่” ที่ต้องการขยายขีดความสามารถในการรับใช้ประชาชนในภาพรวม การจับมือกับภูมิใจไทยจึงถูกวางให้เป็นการต่อยอด “มรดกบรรหาร” มากกว่าจะเป็นการปิดฉาก แต่การตีความมรดกทางการเมืองไม่ได้อยู่ในมือแกนนำเพียงฝ่ายเดียว เพราะฐานเสียงในพื้นที่ โดยเฉพาะสุพรรณบุรี มีมุมมองต่อดีลครั้งนี้ที่ต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ
ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ผอ.นิด้าโพล ชี้ให้เห็นว่าเสียงสะท้อนจากพื้นที่สุพรรณบุรีและโลกออนไลน์จำนวนมากเป็น “คอมเมนต์เชิงลบ” ที่ตั้งคำถามต่อการตัดสินใจของแกนนำ พรรคที่เคยนิยามตัวเองว่า “พรรคของคนสุพรรณ” กลับเคลื่อนตัวไปอยู่ภายใต้สีธงใหม่ ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนฐานเสียงถูก “ทิ้งไว้ข้างหลัง” โดยเฉพาะเมื่อคำอธิบายเรื่องการต่อสู้เพื่อประชาชน ถูกท้าทายด้วยคำถามว่า เหตุใดวันที่ต้องการคะแนนเสียงจึงย้ำรากเหง้าจังหวัด แต่วันที่ตัดสินใจย้ายกลับลดทอนความหมายของจุดกำเนิดลง
พร้อมกันนั้น การผนวกรวมเข้ากับพรรคใหญ่ยังมีต้นทุนด้านอำนาจต่อรองที่อาจไม่ปรากฏชัดในระยะสั้น แกนนำชาติไทยพัฒนาเคยอยู่ในสถานะ “พรรคเล็กแต่ตัวแปรสำคัญ” ที่พร้อมจะตัดสินใจร่วม–ไม่ร่วมรัฐบาลทั้งพรรค หากเงื่อนไขไม่เป็นไปตามที่ตกลง แต่เมื่อเปลี่ยนสถานะเป็น “กลุ่มหนึ่งในพรรคใหญ่” อำนาจต่อรองดังกล่าวจะลดลงทันที
การเรียกร้องที่มากเกินไปอาจถูกตีความเป็นการ “ท้าทายผู้นำ” มากกว่าจะเป็นดีลระหว่างพรรคต่อพรรค ต้นทุนเชิงการเมืองนี้จึงเป็นความเสี่ยงที่กลุ่มเดิมต้องแบกรับไปพร้อมกับผลประโยชน์จากการได้อยู่ฝั่งอำนาจรัฐ
อย่างไรก็ดี ในสมการผู้ได้ผู้เสีย การเคลื่อนไหวครั้งนี้ทำให้ภาพ “ผู้ชนะชัดเจน” ปรากฏขึ้นค่อนข้างแน่นอน คือพรรคภูมิใจไทยและคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ที่แทบไม่มีอะไรต้องเสีย การได้ทีมชาติไทยพัฒนาเข้ามาเสริมทัพไม่เพียงเพิ่มจำนวน สส. และขยายฐานในสุพรรณบุรี–นครปฐม–สุพรรณกลุ่มเดิม
แต่ยังเป็น “สัญญาณเชิงจิตวิทยา” ว่าคลื่นสีน้ำเงินกำลังผงาดและมีแรงดึงดูดสูง สร้างโมเมนตัมให้กลุ่มการเมืองอื่นๆ เริ่มคิดถึงการขยับตัวตามมาในลักษณะ “ต่อคิวขึ้นเรือ” ก่อนถึงฤดูเลือกตั้ง
ยุทธศาสตร์รวมบ้านใหญ่–ทุบส้มที่เขต และสมการอำนาจใหม่
เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของพรรคภูมิใจไทยในระยะต่อไปชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ คือการก้าวขึ้นเป็น “พรรคอันดับหนึ่ง” ในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพื่อสร้างความชอบธรรมในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก่อนคู่แข่งสำคัญอย่างประชาชนและเพื่อไทย ยุทธศาสตร์สำคัญที่ถูกหยิบมาใช้คือ “การรวมบ้านใหญ่” ในหลายจังหวัดภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคตะวันออก เข้าสังกัดพรรคเดียวกัน ลดการตัดคะแนนกันเองในระดับเขต และเสริมพลังต่อรองด้วยจำนวน สส. เขตที่หนาแน่นขึ้น
หนึ่งในโมเดลที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือ “พิษณุโลกโมเดล” ที่ใช้แนวคิดรวบฐานเสียงเดิมจากหลายกลุ่มที่เคยแข่งขันกันเอง ให้มาอยู่ใต้ธงเดียวกัน แล้วส่งผู้สมัครเพียงหนึ่งเดียวลงสู้กับคู่แข่งหลักอย่างพรรคประชาชนในแต่ละเขต เหตุผลคือคะแนนของพรรคประชาชนในหลายพื้นที่แม้ไม่ถึง 50% แต่ชนะเพราะฝั่งตรงข้ามแบ่งกันเอง หากภูมิใจไทยสามารถรวบให้เหลือคู่แข่งตัวจริงเพียงรายเดียวได้ โอกาส “ทุบส้มที่เขต” ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้พรรคจะยอมรับว่าตัวเองอาจสู้คะแนนบัญชีรายชื่อกับก้าวไกลไม่ได้ก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์รวมบ้านใหญ่จำนวนมากเข้ามาใต้ร่มสีน้ำเงินย่อมตามมาด้วยโจทย์การบริหารจัดการภายในที่ซับซ้อนขึ้นสองชั้น ชั้นแรกคือการจัดสรรผู้สมัครทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อก่อนเลือกตั้ง ซึ่งจะมีผู้แสดงความจำนงจำนวนมากจากหลายกลุ่มอำนาจเดิม หากบริหารไม่ดี ความไม่พอใจอาจแปรเปลี่ยนเป็นแรงเสียดทานต่อพรรคเอง
ชั้นที่สอง หากภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจริง การจัดคิวแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีให้แต่ละกลุ่มอย่างลงตัว จะกลายเป็นบททดสอบภาวะผู้นำและธรรมาภิบาลภายในพรรคโดยตรง เพราะการรวมศูนย์ สส.จำนวนมากย่อมมาพร้อมความคาดหวังต่อ “ส่วนแบ่งอำนาจ”ที่ไม่อาจมองข้ามได้
ในภาพรวมของสมการอำนาจหลังการเลือกตั้ง นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยเห็นพ้องกันว่า พรรคประชาชนมีแนวโน้มจะได้ สส. ลดลงจากจุดสูงสุดเดิม และอาจอยู่ในสถานะฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยกำลังเผชิญโจทย์ “หยุดเลือดไหล”จากการย้ายค่ายของ ส.ส. ขณะที่ภูมิใจไทยอยู่ในจุดที่ “พร้อมจะขึ้นเป็นแกนนำรัฐบาล” หากสามารถรักษาโมเมนตัมคลื่นสีน้ำเงินและขยายฐานบ้านใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยชี้ขาดสำคัญจึงอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างสีน้ำเงินกับสีแดง ว่าจะเลือกจับมือกันหรือเดินคนละทาง หากฝ่ายหนึ่งไม่ลดอีโก้และอีกฝ่ายไม่ยอม “หายโกรธ” โอกาสที่เพื่อไทยจะต้องไปยืนร่วมฝ่ายค้านกับประชาชนก็ยังเป็นฉากทัศน์ที่ไม่อาจตัดทิ้งจากโต๊ะวิเคราะห์ได้เช่นกัน
ที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิ๊กชม)
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง


