แก้รัฐธรรมนูญสู่เส้นทางตีบตัน: เกมใน กมธ.ที่ปิดประตู สสร.
การแก้รัฐธรรมนูญเดินสู่จุดตีบตัน เมื่อเสียงข้างมากใน กมธ.ปิดประตู สสร. และดันองค์กรยกร่างแบบแต่งตั้ง เปิดภาพเกมอำนาจที่ทำพรรคประชาชนติดกับดักทางการเมือง
KEY
POINTS
- ข้อเสนอให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ถูกคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ลงมติปัดตกไป
- สาเหตุหลักเกิดจากสมการอำนาจใน กมธ. ที่ฝ่ายเสียงข้างมาก 22 เสียง (สว. และพรรคร่วมรัฐบาล) สามารถควบคุมทิศทางและล้มข้อเสนอของฝ่ายเสียงข้างน้อย 9 เสียงได้ทั้งหมด
- แนวทางที่กำลังถูกผลักดันแทนที่ สสร. คือการตั้ง "องค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญแบบแต่งตั้ง" โดยรัฐสภา ซึ่งตัดการมีส่วนร่วมโดยตรงจากประชาชน
เมื่อความหวังถูกพับเก็บไว้กลางทาง
กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เริ่มต้นด้วยความคาดหวังสูง ถูกบีบให้เหลือเพียงเงาราง ๆ ของคำมั่นสัญญาทางการเมือง หลังการเลือกตั้ง ทุกพรรคต่างประกาศว่าจะคืนอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญให้ประชาชน ผ่านการมี “สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ” หรือ สสร.
แต่เมื่อการพิจารณาเดินเข้าสู่ชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ความจริงกลับปรากฏชัด—หัวใจของการปฏิรูปถูกตัดออกไปอย่างสิ้นเชิง
เสียงสะท้อนจากในห้องประชุมชี้ชัดว่า “สสร. จบแล้ว” และสิ่งที่กำลังถูกเร่งเดินหน้าคือ “องค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญแบบแต่งตั้ง” ซึ่งยึดโยงโดยตรงกับอำนาจเดิมในรัฐสภา มากกว่าจะยึดโยงประชาชน
การล่มสลายของ สสร.: เมื่อหัวใจถูกหั่นออกด้วยมติ
ไม่ว่าร่างของพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย หรือพรรคภูมิใจไทย จะเสนอรูปแบบ สสร. แบบเลือกตั้งทั้งใบหรือเลือกตั้งผสม ผลลัพธ์กลับไม่ต่างกัน—ถูกปัดตกหมดทุกฉบับ
แบรนด์ทางการเมืองที่เคยขายต่อประชาชนอย่างจริงจัง กลับพังทลายในพื้นที่ที่ประชาชนมองไม่เห็น คือชั้นกรรมาธิการ ซึ่งเสียงข้างมากตัดสินแล้วว่า ไม่มีความจำเป็นต้องมี สสร. และให้จัดตั้งเพียงองค์กรยกร่างจากการแต่งตั้งของรัฐสภาเท่านั้น
นี่ไม่ใช่แค่การตัดทอนเนื้อหา แต่เป็นการตัด “หลักการ” อันเป็นแก่นแท้ของการปฏิรูปทั้งหมด
เจาะตัวเลขใน กมธ.: สมการอำนาจ 22 ต่อ 9 ที่ปิดเกมตั้งแต่ต้น
คณะกรรมาธิการ 31 คน ถูกออกแบบด้วยสมดุลอำนาจที่ไม่เปิดทางให้ความคิดใหม่ทะลุเข้าไป
| สังกัด | จำนวน (คน) |
|---|---|
| วุฒิสภา | 12 |
| พรรคประชาชน | 9 |
| พรรคเพื่อไทย | 5 |
| ภูมิใจไทย | 2 |
| พรรคร่วมอื่น | 2 |
| รวม | 31 |
สิ่งที่เกิดขึ้นคือการแบ่งเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจน:
• กลุ่มเสียงข้างมาก 22 เสียง (สว. + พรรคร่วมรัฐบาล)
คุมทุกมติแบบเบ็ดเสร็จ เดินออกจากห้องประชุมเมื่อไรก็ล่มได้ทันที
• กลุ่มเสียงข้างน้อย 9 เสียง (พรรคประชาชน)
ถูกโดดเดี่ยวอย่างแท้จริง ไม่ว่าดีเบตหรือเหตุผลหนักแน่นเพียงใด ก็ไม่สามารถเปลี่ยนผลมติได้
นี่คือ “สมรภูมิที่ผลถูกล็อกไว้แล้ว” และคือคำตอบว่าทำไมทุกข้อเสนอของพรรคประชาชน—รวมถึง สสร.—จึงล่มแบบไร้เงื่อนไข
กับดักทางการเมือง: พรรคประชาชนเป็นประธาน แต่ไร้อำนาจ
จุดย้อนแย้งที่ชัดที่สุดคือ พรรคประชาชนได้เก้าอี้ประธานกรรมาธิการ—ตำแหน่งเชิงสัญลักษณ์ที่ดูเหมือนทรงพลัง แต่แท้จริงไม่มีน้ำหนักต่อผลลัพธ์
พรรคจึงตกอยู่ในสถานการณ์ชวนเจ็บปวด:
ต้องนั่งหัวโต๊ะเพื่อดูหลักการของตัวเองถูกมติเสียงข้างมากทำลายลงทีละข้อ
สองบาดแผลใหญ่คือ
1.การถูกตัด สสร. ทิ้ง
2.การถูกล้ม “สภาที่ปรึกษาประชาชน” และแทนด้วยบุคคลแต่งตั้ง 35 คนจากรัฐสภา
นี่คือภาพของพรรคการเมืองที่ถูกดูดเข้าไปในกลไกสภาโดยไม่ทันตั้งตัว สร้างคำถามหนักต่อความสามารถในการผลักดันนโยบายหลักที่ตัวเองขายไว้ก่อนเลือกตั้ง
บทสรุป: เส้นทางที่ตีบตัน และปลายทางที่อาจล้มทั้งระบบ
แม้กระบวนการยังคงเดินหน้า—ยังมีการเชิญผู้สงวนคำแปรญัตติเข้าชี้แจง และรัฐสภาอาจเปิดสมัยวิสามัญเพื่อเร่งวาระ 2–3—แต่ด้วยสมการอำนาจ 22 ต่อ 9 ก็แทบไม่มีอะไรต้องวิเคราะห์เพิ่มว่า ปลายทางจะออกมาในรูปแบบใด
นี่ไม่ใช่แค่ "ตีบตัน" แต่คือ "ใกล้ล้ม" ในทุกนัยยะ
ความหวังที่จะได้เห็นรัฐธรรมนูญใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง จึงค่อย ๆ เลือนหาย กลายเป็นอีกหนึ่งบทเรียนในวัฏจักรการเมืองไทย ที่โครงสร้างอำนาจดั้งเดิมยังแข็งแรงพอจะกลืนทุกคลื่นการปฏิรูปที่เข้ามา
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง
ที่มา : เนชั่นอินไซต์ (คลิ๊กชม)


