
Sell in May ใช้ไม่ได้ ? Buy in May มาแรง! เริ่มสะสมพฤษภาคม เก็บเกี่ยวปันผลตลอดปี
“เดือนพฤษภาคม” ไม่ใช่เดือนหนีตลาดอีกต่อไป! ทีม Wealth Research ชี้ชัดการย่อตัวของหุ้นไทยเป็นแค่แรงขายเชิงเทคนิค ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐาน พร้อมแนะใช้จังหวะนี้ “ทยอยสะสมหุ้นปันผลคุณภาพ” รับยุคที่กระแสเงินสดสำคัญกว่าการเติบโต
KEY
POINTS
- “เดือนพฤษภาคม” ไม่ใช่เดือนหนีตลาดอีกต่อไป!
- ทีม Wealth Research ชี้ชัดการย่อตัวของหุ้นไทยเป็นแค่แรงขายเชิงเทคนิค ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐาน
- พร้อมแนะใช้จังหวะนี้ “ทยอยสะสมหุ้นปันผลคุณภาพ” รับยุคที่กระแสเงินสดสำคัญกว่าการเติบโต
ข้อมูลจากทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่าแม้ในเชิงฤดูกาล เดือนพฤษภาคมมักถูกมองเป็นช่วงอ่อนตัวของตลาดหุ้นไทย แต่การปรับฐานในช่วงดังกล่าวควรถูกมองเป็นโอกาสในการทยอยสะสมหุ้นปันผลคุณภาพ มากกว่าการลดความเสี่ยงตามกรอบคิด “Sell in May” แบบเดิม
โดยเฉพาะในภาวะที่การเติบโตของเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนมีข้อจำกัด ขณะที่ เงินปันผลกลายเป็นแหล่งผลตอบแทนหลักของนักลงทุน
ฤดูกาลตลาดความอ่อนตัวเชิงเทคนิค มากกว่าปัจจัยพื้นฐาน
อ้างอิงสถิติช่วงปี 57–68
- ดัชนี SET ปรับลดลงเฉลี่ยราว 1% ในเดือนพฤษภาคม โดยมีโอกาสเกิดขึ้นประมาณ 60%
- ดัชนีหุ้นปันผลสูง (SETHD) ปรับลดลงเฉลี่ยราว 1.3% โดยมีโอกาสราว 70%
- กลุ่มธนาคาร ซึ่งเป็นกลุ่มหลักของนักลงทุนเน้นปันผล มักเริ่มอ่อนตัวตั้งแต่เดือนเมษายนเฉลี่ย 2.8% จากแรงขายหลังขึ้นเครื่องหมาย XD และยังมีแนวโน้มอ่อนตัวต่ออีกเล็กน้อยในเดือนพฤษภาคม ก่อนจะเริ่มสร้างฐานและทยอยฟื้นตัวในช่วง กรกฎาคม–สิงหาคม
รูปแบบดังกล่าวสะท้อนว่าแรงขายในช่วงเวลาดังกล่าวเป็น แรงขายเชิงเทคนิคและพฤติกรรมการลงทุนระยะสั้น มากกว่าการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งทำให้การอ่อนตัวในเดือนพฤษภาคมควรถูกมองเป็น จังหวะสะสม (window of accumulation) สำหรับหุ้นปันผลที่มีคุณภาพ
ประเมินระดับความน่าสนใจของหุ้นปันผล
ในภาวะปกติ ผลตอบแทนเงินปันผลของตลาดหุ้นไทยเฉลี่ยอยู่ที่ราว 3% ในกรอบประมาณ 2.5–4% หากระดับผลตอบแทนเงินปันผลสูงกว่า 3.5% จะถือว่าสูงในเชิงสถิติเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาว
ขณะเดียวกัน ส่วนต่างผลตอบแทนเงินปันผลเมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี มีค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ราว 1% หากระดับส่วนต่างดังกล่าวมากกว่า 1.5% จะสะท้อนว่าหุ้นปันผลมีความน่าสนใจสูง
ปัจจุบันส่วนต่างผลตอบแทนเงินปันผลอยู่ที่ประมาณ 1.7% โดยอิงจากคาดการณ์ปี พ.ศ. 2569 ซึ่งคาดว่าผลตอบแทนเงินปันผลของตลาดอยู่ราว 3.8% เทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีประมาณ 2.1% ระดับดังกล่าวอยู่ใกล้จุดสูงสุดในช่วงโควิด และสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว สะท้อนว่า หุ้นปันผลยังคงอยู่ในจุดที่น่าสนใจเชิงเปรียบเทียบ
หุ้นปันผลคุณภาพที่น่าสนใจ
อ้างอิงหุ้นที่มีการจ่ายปันผลสูงและสม่ำเสมอต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
- กลุ่มที่มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลอยู่ในระดับสูงมากใกล้เคียงช่วงโควิด ได้แก่ KTB, KBANK, COM7, BDMS และ CPN
- กลุ่มที่มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ SCB, PTT และ TLI
หุ้นในกลุ่มดังกล่าวมีจุดเด่นทั้งในด้านความสม่ำเสมอของกระแสเงินสดและความสามารถในการดูดซับ downside ของราคาหุ้นในช่วงตลาดผันผวน
Dividend Timing ซื้อก่อนหรือหลัง XD ดีกว่ากัน
ในอดีตช่วงปี 57–68 กลยุทธ์การเข้าซื้อหุ้นกลุ่มธนาคารก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD และถือผ่านเดือนพฤษภาคม แม้รวมเงินปันผลแล้ว มักให้ผลตอบแทนใกล้ศูนย์หรืออาจติดลบเล็กน้อย เนื่องจากแรงกดดันจากการปรับฐานหลัง XD
อย่างไรก็ดี พฤติกรรมดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปอย่างมีนัยในช่วง 3 ปีหลัง โดยผลตอบแทนรวมเงินปันผลจากการเข้าซื้อในเดือนเมษายนก่อน XD และถือถึงเดือนพฤษภาคมกลับเป็นบวกอย่างชัดเจน
สะท้อนว่าตลาดเริ่มให้คุณค่ากับกระแสเงินสด (income) มากขึ้น และอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่อยู่ในระดับสูงได้ช่วยรองรับความเสี่ยงด้านราคาในระยะสั้น
บทสรุปเชิงกลยุทธ์
การอ่อนตัวของตลาดหุ้นในเดือนพฤษภาคมไม่จำเป็นต้องถูกมองเป็นสัญญาณลดความเสี่ยงเสมอไป ในบริบทปัจจุบัน การปรับฐานดังกล่าวเปิดโอกาสให้ทยอยสะสมหุ้นปันผลคุณภาพในระดับราคาที่น่าสนใจ
โดยกลยุทธ์ “Buy in May and (Higher) Yield All the Way” ยังเหมาะสมกับภาวะตลาดที่ให้คุณค่ากับรายได้จากเงินปันผลและความมั่นคงของกระแสเงินสดเป็นหลัก
ตารางประเมินอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (ราคาปิดวันที่ 23 เม.ย.)







