กระแสสังคม: ผลประโยชน์ใต้ดิน เศรษฐกิจสีเทา กับความไม่พอใจของคนรุ่นใหม่
จากเศรษฐกิจสีเทา ถึงผลประโยชน์ใต้ดิน ความโกรธของคนรุ่นใหม่ อาจกลายเป็นพลังทางการเมืองครั้งใหม่ ที่ไม่หยุดอยู่แค่โลกออนไลน์
ในปัจจุบันการเดินทางของข้อมูลเดินมักเกิดขึ้นเร็วกว่าเหตุผล การหลอกลวงก็แพร่กระจายเร็วไม่แพ้กัน “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” หรือ “สแกมเมอร์ข้ามชาติ” จึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาอาชญากรรม แต่กลายเป็นกระจกสะท้อนความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของรัฐ โดยเฉพาะรัฐที่มองความมั่นคงแค่เรื่อง “อาณาเขต” มากกว่าความปลอดภัยของประชาชน
กรณีของเกาหลีใต้ที่ผ่านมา กลายเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เมื่อเกิดเหตุสะเทือนขวัญ นักศึกษาชาวเกาหลีใต้วัย 22 ปีถูกล่อลวงไปทำงานในกัมพูชา ก่อนถูกกักขัง ทรมาน และเสียชีวิตอย่างโหดเหี้ยม เหตุการณ์นี้สร้างแรงกระเพื่อมมหาศาลในสังคมเกาหลีใต้ ประชาชนโกรธเคืองที่รัฐบาลดูเหมือนจัดการล่าช้า
แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือ การตอบสนองของรัฐ โดยประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ออกแถลงต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ยืนยันว่า “การปกป้องชีวิตและความปลอดภัยของพลเมือง คือภารกิจสูงสุดของรัฐบาล” พร้อมยกระดับการทูตเรียกเอกอัครราชทูตกัมพูชาเข้าพบ และจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อกวาดล้างขบวนการเหล่านี้อย่างจริงจัง
ผลคือ เกาหลีใต้ไม่เพียงได้ร่างพลเมืองที่เสียชีวิตกลับบ้านอย่างสมศักดิ์ศรี แต่ยังได้ยืนยัน “ชาตินิยมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง” การประกาศให้เห็นว่าอธิปไตยนั้นไม่ได้หมายถึงดินแดนเท่านั้น หากรวมถึงศักดิ์ศรีและชีวิตของพลเมืองทุกคน
กลับมาที่ประเทศไทย เราเผชิญกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์ไม่ต่างกัน แต่สถานการณ์กลับซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะ “เศรษฐกิจสีเทา” และ “ผลประโยชน์ใต้ดิน” แทรกซึมอยู่ในทุกชั้นของอำนาจ ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ระดับล่างไปจนถึงนักการเมืองบางกลุ่ม
มีข้อมูลชัดเจนจากหลายสำนักข่าว ถึงการมีนักการเมืองไทยรายหนึ่งเช่าตึก 3 ชั้นที่ปอยเปตเพื่อทำคอลเซ็นเตอร์และเว็บพนันออนไลน์ ข้อมูลพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล หรือ บิ๊กโจ๊ก อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เคยเปิดเผยยืนยันว่า น่าจะมีเจ้าหน้าที่รัฐรู้เห็นกับแก๊งสแกมเมอร์และได้รับส่วนแบ่งเป็น “เงินสีเทา” เพื่อแลกกับการหลับตาข้างหนึ่ง เมื่อระบบยุติธรรมบางส่วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา การปราบปรามจึงย่อมไม่ต่างจาก “การแสดง” มากกว่า “การแก้ไข”
ในขณะที่เกาหลีใต้ใช้พลังชาตินิยมปกป้องพลเมือง ไทยกลับติดอยู่ในวงจรของการ “แสดงความเข้มแข็ง” แต่ไม่เปลี่ยนโครงสร้าง ผลลัพธ์คือไฟไหม้ฟาง จับแค่ปลายหาง ปล่อยตัวการลอยนวล แม้รัฐบาลจะประกาศ “สงครามแก๊งสแกม” อย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2568
แต่ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ยังรู้สึกว่า “ไม่มั่นใจ” เพราะข่าวโกงและอาชญากรรมออนไลน์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
รายงานจาก Global Anti-Scam Alliance ระบุว่า 6 ใน 10 คนไทยเคยถูกหลอกในรอบปีที่ผ่านมา ยอดความเสียหายทะลุ 110,000 ล้านบาท และในบางกรณีเงินที่หลอกได้ไหลย้อนกลับมาฟอกในไทย ผ่านอสังหาริมทรัพย์ รถหรู และบัญชีม้า
เมื่อผลประโยชน์ใต้ดินกลายเป็น “ระบบเศรษฐกิจคู่ขนาน” ที่เกี่ยวโยงกับคนมีอำนาจ การจัดการปัญหาย่อมไม่ง่าย เพราะมีทั้งคนที่ “ได้ประโยชน์จากความไม่เรียบร้อย” และคนที่ “เสียประโยชน์จากความโปร่งใส”
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดคือ “ความรู้สึกของคนรุ่นใหม่” Gen Z ไม่เพียงโตมากับโลกออนไลน์ แต่เป็นกลุ่มที่เห็นสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น การเห็นเพื่อนถูกหลอกลงทุน เห็นคนในครอบครัวโดนดูดเงินเก็บ เห็นเจ้าหน้าที่รัฐอ้างว่า “ช่วยไม่ได้เพราะระบบธนาคารช้า” ความโกรธนี้จึงไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่อง “ชีวิตจริง” และความรู้สึกว่ารัฐไม่ทำหน้าที่ปกป้อง
คำถามสำคัญคือ ความโกรธนี้จะกลายเป็นพลังทางการเมืองได้จริงหรือไม่?
หากมองสัญญาณในสภา เราเริ่มเห็นพรรคการเมืองรุ่นใหม่ เช่น พรรคประชาชน หรือพรรคเป็นธรรม นำเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์เข้าสู่การอภิปรายในเชิงนโยบาย โดยย้ำว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่คือ “โครงสร้างอำนาจที่เลือกปฏิบัติ” การที่ สส.รุ่นใหม่บางคน ออกมาวิพากษ์การทำงานของตำรวจที่รีบสรุปว่าผู้ถูกหลอก “สมยอม” ทั้งที่ยังสอบสวนไม่เสร็จ เป็นสัญญาณว่ามีคนพร้อมจะพูดแทนประชาชนในระบบ
อย่างไรก็ตาม พลังของ Gen Z ยังอยู่ในรูปแบบ “ดิจิทัลม็อบ” มากกว่าการลงถนน พวกเขาอาจยังไม่เห็นพรรคใดที่สามารถเปลี่ยนความโกรธให้กลายเป็นการเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบ แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ความโกรธนั้นไม่ได้หายไป เพียงรอ “จุดชนวน” ในเวลาที่เหมาะสม และเมื่อถึงวันนั้น ความไม่พอใจทางสังคมอาจไม่ได้หยุดแค่โลกออนไลน์อีกต่อไป
รัฐบาลไทยในเวลานี้จึงกำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายของ “ความเชื่อมั่น” ระหว่างประชาชนกับรัฐ ถ้าจัดการไม่ได้ หรือทำให้ประชาชนรู้สึกว่ามี “คนในรัฐบาล” ได้ประโยชน์จากเงินสกปรกเหล่านี้ ความเชื่อมั่นที่มีต่อคนในรัฐบาลก็จะพังทลายลงอย่างรวดเร็ว และจะไม่ใช่แค่เรื่องคอลเซ็นเตอร์อีกต่อไป แต่คือ “วิกฤตศรัทธาทางการเมือง” ที่ยากจะแก้
เพราะในที่สุด ความมั่นคงที่แท้จริงของชาติ ไม่ได้วัดจากศักยภาพทางทหารและขีดความสามารถในการปกป้องและกำจัดภัยคุกคามที่รัฐมีเท่านั้น แต่วัดจาก “ความเชื่อของประชาชนว่ารัฐจะไม่ทิ้งพวกเขาไว้ลำพัง” และถ้าวันหนึ่งคนรุ่นใหม่หมดศรัทธาว่ารัฐนี้จะปกป้องพวกเขาได้ พลังทางการเมืองลูกใหม่ก็อาจถือกำเนิดขึ้นจากความโกรธนี่เอง
มาถึงตรงนี้ คงได้แต่ฝากคำถามทิ้งท้ายไว้ว่า แล้วรัฐบาลไทยล่ะ จะเห็นความสำคัญของ “ประชาชน” อยู่ในสมการแห่งอธิปไตยเมื่อไหร่?
เมื่อไหร่ “การปกป้องประชาชน” จะไม่ใช่เพียงวาทกรรมสวยหรูในเอกสารนโยบาย และเมื่อไหร่ “ความมั่นคงของมนุษย์” จะถูกยกระดับให้เท่ากับ “ความมั่นคงของรัฐ” อย่างแท้จริง
เพราะตราบใดที่ประชาชนยังเป็นเพียงตัวประกอบในสมการอำนาจของชนชั้นนำ คำว่า “อธิปไตย” ก็ยังไม่เคยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงเลยแม้แต่วินาทีเดียว


