posttoday
10 ปัจจัยที่ต้องให้ความสนใจ เมื่อคุณจะทำธุรกิจดิจิทัลสตาร์ทอัพ

10 ปัจจัยที่ต้องให้ความสนใจ เมื่อคุณจะทำธุรกิจดิจิทัลสตาร์ทอัพ

17 กุมภาพันธ์ 2567

ณัฐธิดา สงวนสิน พาไปเจาะลึก 10 ปัจจัยที่ต้องให้ความสนใจและเตรียมพร้อม ก่อนเริ่มลุยทำธุรกิจดิจิทัลสตาร์ท (Digital Startup) ผ่านการสร้างโมเดลใน Excel เพื่อตรวจสอบไอเดียตัวเองก่อน และมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันได้เลย

KEY

POINTS

 

 

เวลาที่มีเพื่อน ๆ ตื่นเต้นมาชี้เป้าไอเดียธุรกิจใหม่ ๆ ที่อยากลุย พิ้งค์ก็มักจะแนะนำว่าควรจะตรวจเช็คอะไรบ้าง ให้พร้อมก่อนสตาร์ทอะไรใหม่ ๆ โดยให้สร้างโมเดลใน Excel เพื่อตรวจสอบไอเดียตัวเองก่อน และมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันค่ะ

1. โมเดลธุรกิจ (Business Model) โมเดลแรกที่เราต้องพิจารณาคือ ไอเดียธุรกิจที่เสนอมานี้มันมีความเป็นไปได้จริงหรือเปล่า? มีแนวโน้มที่จะตอบโจทย์ในตลาดได้จริง ๆ หรือเป็นแค่ความฝันของใครบางคน? ยกตัวอย่างเช่น คิดจะทำธุรกิจเสมือนจริง E-Commerce Metaverse หรือการสร้างให้คนเข้าไปซื้อสินค้าต่าง ๆ ในโลกเสมือน เพื่อมาแข่งกับ Online marketplace เราก็ต้องคิดว่า มันจะมีคนสนใจใช้งานจริง ๆ แทนการช้อปออนไลน์หรือเปล่า? 

ถ้าเป็นเราเอง เราจะเปลี่ยนพฤติกรรมจากการส่อง TikTok, Shopee, Lazada มา Download Metaverse App แล้วซื้อของหรือไม่ สิ่งนี้เป็นไอเดียที่พิ้งค์ได้ยินบ่อยมากเลยเป็นอันดับต้น ๆ พิ้งค์ลองให้มาชวนคิดเล่น ๆ และถามตัวเองว่า ตามประวัติศาสตร์ของมนุษย์ เรามักจะเปลี่ยนพฤติกรรมไปหาสิ่งที่สะดวก ดีกว่า เร็วกว่า การช้อปปิ้งออนไลน์ผ่าน Metaverse อาจจะยุ่งยากกว่าการช้อปผ่านมาร์เก็ตเพลสธรรมดา แล้วทำไมจะต้องมีคนมาใช้งาน? ไม่แน่นะ อาจจะมีไอเดียมากมาย แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งสำคัญคือมันต้องสะดวกและสบายกว่าจริง ๆ หรือเปล่านะ? นี่คือสิ่งที่เราต้องคิดให้ดี

‘BUSINESS MODEL, BY ROLLINGCAMERA FROM GETTY IMAGES ON CANVA.COM’

 

2. ขนาดของตลาดเป้าหมาย (Market Sizing) เมื่อเรามีโมเดลธุรกิจที่ดูเจ๋งแล้ว ขั้นต่อไปคือต้องเช็กดูว่าตลาดที่เราจะเข้าไปนี้มีขนาดใหญ่แค่ไหน เพราะทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากันหมด การเริ่มธุรกิจใหม่มักต้องใช้เวลาหลายปี บางทีอาจเกิน 2-3 ปีเลยทีเดียว ดังนั้น ธุรกิจที่เราจะทำนี้ต้องมีโอกาสเติบโตที่คุ้มค่า ถ้าไม่คุ้มก็อาจไม่ควรลงทุน ยกตัวอย่างเช่นในตลาดที่เราจะเข้าไป เราต้องรู้จักกลุ่มลูกค้าของเราว่ามีกี่คน สินค้าที่เราจะขายมีราคาเท่าไหร่ และมูลค่าการใช้สินค้าประเภทนี้ในตลาดเป็นเท่าไร แล้วถ้าเราดำเนินธุรกิจนี้ไปอีกหนึ่งปี สองปี ห้าปี หรือสิบปี เราคิดว่าเราจะสามารถคว้ามาร์เก็ตแชร์ หรือส่วนแบ่งทางการตลาดได้เท่าไหร่ และมันจะคุ้มค่ากับเวลาที่เราลงทุนไปหรือเปล่า?

‘HAND IS HOLDING MARKETING SIZING INSCRIPTION AND PAPERS BY DESIGNER491 FROM GETTY IMAGES ON CANVA.COM’

3. เงินลงทุน (Investment Amount) ในอันดับที่สาม การพิจารณาเงินลงทุนที่จำเป็นต้องใช้เป็นสิ่งสำคัญ ต้องคำนึงถึงทุกรายการเพื่อประเมินว่ามันคุ้มกับค่าเสียโอกาสหรือไม่ บ่อยครั้งที่สตาร์ทอัพอาจละเลยส่วนนี้ไป แต่ในโลกธุรกิจจริง ๆ แล้ว แม้แต่เงินส่วนตัวก็มีค่าเสียโอกาส เนื่องจากถ้าเราไม่นำเงินนั้นไปลงทุน เราอาจได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนทางการเงินอื่น ๆ รวมถึงเวลาของเจ้าของธุรกิจเองก็มีค่าด้วยเช่นกัน หรือกับสำนักงานที่แม้จะเริ่มต้นจากบ้าน แต่เมื่อบริษัทเติบโต ก็อาจต้องย้ายไปเช่าสำนักงานใหม่ สิ่งเหล่านี้ต้องคำนวณรวมไว้ทั้งหมดเพื่อเตรียมตัวสำหรับขั้นตอนสำคัญต่อไป

‘CIRCLING THE WORDS INVESTMENT AMOUNT BY CELIAOSK FROM GETTY IMAGES ON CANVA.COM’

4. กระแสเงินสด (Cashflow) เรามาพูดถึงกระแสเงินสด ขั้นแรกคือการทำนายหรือวางแผนกระแสเงินสดล่วงหน้า คำถามสำคัญคือเราจะมีเงินพอใช้หรือไม่ และเราต้องทำอย่างไรเพื่อให้มีเงินสดพอในการดำเนินงาน กระแสเงินสดนี้มาจากการที่ลูกค้าชำระเงินสำหรับสินค้าหรือบริการ ในธุรกิจ B2B หรือธุรกิจสู่ธุรกิจ เรามักไม่ได้รับเงินทันทีที่เราทำงานหรือส่งสินค้าไป พวกเขามีเครดิตเทอมที่เราต้องรอ

ขณะที่เงินสดที่เราใช้ในการดำเนินงานบางส่วนอาจถูกใช้ไปแล้ว แต่เงินจริง ๆ ยังไม่เข้ามา หลายธุรกิจล้มเหลวเพราะปัญหานี้ เช่น ไม่มีเงินจ่ายเงินเดือน ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ การคำนวณกระแสเงินสดจึงเป็นสิ่งจำเป็น ตัวอย่างตารางด้านล่างนี้แสดงวิธีการคิดแบบนี้ ว่าธุรกิจควรมีเงินพอจ่ายหรือไม่ ส่วนใหญ่ธุรกิจที่รอดหรือล้มลงก็เพราะเรื่องนี้แหละ

‘GENERATED PHOTO BY CHATGPT 4.0’

5. ค่าใช้จ่ายในการได้มาซึ่งลูกค้า (Acquisition Costs) เราจะพูดถึง "ต้นทุนในการได้ลูกค้า" หรือต้นทุนในการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะในธุรกิจออนไลน์ที่ไม่มีหน้าร้าน และตอนนี้มีผู้ประกอบการเข้ามาแข่งขันมากมาย คุณต้องคิดดูว่าจะขายสินค้าอะไรหรือเป็นสตาร์ทอัพใดที่ทำให้คนรู้จักและมาใช้บริการของคุณ วิธีการทั่วไปอาจเป็นการออกงานอีเวนต์หรือการทำการตลาดออนไลน์ เช่น การโฆษณาในประเภทต่าง ๆ สิ่งที่สำคัญคือ การวิเคราะห์ต้นทุนในการที่จะได้ลูกค้ามาหนึ่งคนว่ามันคุ้มค่ากับโมเดลธุรกิจหรือไม่

‘PHOTO BY BUZZEBEES’

6. มูลค่าลูกค้า (Customer Lifetime Value (CLTV)) เมื่อเราพิจารณาถึงต้นทุนในการได้มาซึ่งลูกค้าแล้ว ขั้นต่อไปคือต้องประเมินว่าลูกค้าแต่ละคนในธุรกิจของเรา มีมูลค่าที่พวกเขาสามารถสร้างให้เราได้เป็นจำนวนเงินเท่าไร สิ่งนี้จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่าค่าใช้จ่ายในการได้ลูกค้ามานั้นคุ้มค่าหรือไม่ เพื่อให้เราสามารถประเมินว่าการลงทุนในการได้ลูกค้ามาเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับผลตอบแทนที่เราจะได้รับหรือไม่ 

‘PHOTO BY BUZZEBEES’

7. อัตราการจากไปของลูกค้า (Churn Rate) เราต้องพิจารณาถึงอัตราการจากไปของลูกค้า คือ ลูกค้าไม่ได้อยู่กับเราไปตลอด จะมีลูกค้าบางส่วนที่เลือกจากไป ดังนั้นในโมเดลธุรกิจของเรา เราต้องคำนวณถึงลูกค้าที่หายไปนี้ด้วย สมมติเริ่มต้นเรามีลูกค้า 100 คน แต่หลังจากผ่านไปหนึ่งปี อาจเหลืออยู่แค่ 70 คน เราจึงต้องหาลูกค้าใหม่เพิ่มเติม ถ้าเราหาลูกค้าใหม่ได้ 100 คนต่อปี สิ้นปีลูกค้าสุทธิที่เรามีไม่ใช่ 200 คน แต่จะเป็นเพียง 170 คนที่จะสร้างรายได้ให้เรา การคำนวณนี้เป็นส่วนสำคัญในการประเมินว่าธุรกิจของเรานั้นคุ้มค่าที่จะลงทุนหรือไม่

 ‘PHOTO BY BUZZEBEES’

8. ค่าใช้จ่ายในการรักษาลูกค้า (Retention Costs) ข้อที่แปดที่เราต้องพิจารณาคือค่าใช้จ่ายในการรักษาลูกค้า (Retention Cost) ไม่ใช่ว่าการทำให้ลูกค้าอยู่กับเราไม่มีต้นทุนเลย จริง ๆ แล้วเรามีต้นทุนที่ต้องใช้ในการดูแลและรักษาลูกค้าเหล่านั้น ถ้าใครละเลยต้นทุนในส่วนนี้ ถือว่าเป็นการผิดพลาดอย่างมาก เพราะการรักษาลูกค้าเก่านั้นมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าการหาลูกค้าใหม่ ถ้าเราไม่ดูแลลูกค้าเก่า เราอาจต้องเผชิญกับต้นทุนสูงในการหาลูกค้าใหม่ ดังนั้น เราต้องคำนวณว่าค่าใช้จ่ายในการดูแลและรักษาลูกค้าเก่าเหล่านี้คุ้มค่ากับทรัพยากรที่เรามีหรือไม่ 

‘PHOTO BY BUZZEBEES’ 9. การแข่งขัน (Competitors) แม้ว่าเราอาจทำธุรกิจได้ดีมาก แต่ถ้าคู่แข่งสามารถผลิตสินค้าที่คล้ายคลึงกับเราได้ เราต้องสามารถตอบได้ว่าทำไมลูกค้าถึงควรเลือกใช้บริการหรือสินค้าของเรา และต้องตอบอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่เข้าข้างตัวเอง เพื่อที่เราจะได้ทราบความจริงว่าในตลาดที่มีลูกค้า 100 คน คู่แข่งมีส่วนแบ่งตลาดเท่าไหร่ และเรามีศักยภาพในการดึงดูดลูกค้าเหล่านั้นมาได้เท่าไหร่ การประเมินแบบนี้จะช่วยให้เราเข้าใจภาพรวมของตลาดและตำแหน่งของเราในตลาดนั้น ๆ

‘COMPETITOR ANALYSIS BY VAEENMA FROM GETTY IMAGES ON CANVA.COM’

10. การประเมินรายได้และการบริหารงานใน Excel (Build Business Model on Excel) ลองรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับรายได้และการบริหารงานของเรา เพื่อพัฒนาโมเดลทางธุรกิจ แล้วค่อยตรวจสอบดูว่าไอเดียที่เรากำลังจะนำเสนอนี้มันคุ้มค่าหรือไม่

‘RENDER OF EXCEL SPREADSHEET BY 200DEGREES ON CANVA.COM’

หลังจากที่เราได้รูปแบบโมเดลทางธุรกิจที่ครบถ้วนแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาที่จะนำมันมาประเมินดูว่าไอเดียที่เราคิดขึ้นนั้นมีความเป็นไปได้จริงหรือไม่ และมีมูลค่าทางธุรกิจจริง ๆ หรือเปล่า ถ้าแม้กระทั่งบนกระดาษมันยังดูไม่เป็นรูปธรรม ในความเป็นจริงมันอาจจะแย่กว่านั้นอีก เชื่อเถอะ

โดย : ณัฐธิดา สงวนสิน กรรมการผู้จัดการ และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด (Buzzebees) และ Guru ด้าน CRM & Digital Engagement Platform  
 

ข่าวล่าสุด

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย