posttoday
อย่าทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศ!!

อย่าทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศ!!

18 พฤศจิกายน 2566

หลังนายกฯเศรษฐา แถลงเมื่อวันที่ 11 พ.ย.66 ที่ผ่านมา ว่า จะออก พ.ร.บ.กู้เงินจำนวน 500,000 ล้าน มาใช้แจกเงินดิจิทัลฯ 10,000 บาทโดยมีเกณ์เบื้องต้นว่า คนที่จะได้รับจะต้องมีรายได้ไม่เกิน 70,000 บาทต่อเดือน และ มีเงินเก็บไม่เกิน 500,000 บาท ฯลฯ

          อย่าทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศ!!
          หลังนายเศรษฐา  ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงเมื่อวันที่ 11 พ.ย.66 ที่ผ่านมา ว่า จะออก พ.ร.บ.กู้เงินจำนวน 500,000 ล้าน มาใช้แจกเงินดิจิทัลฯ 10,000บาทให้กับ คนจำนวน 50 ล้านคน โดยมีเกณ์เบื้องต้นว่า คนที่จะได้รับแจก จะต้องมีรายได้ไม่เกิน 70,000 บาทต่อเดือน และ มีเงินเก็บไม่เกิน 500,000 บาท ฯลฯ

          การแถลงดังกล่าวสร้างความสับสนในการเดินหน้าโครงการเรือธงของ พรรคเพื่อไทย ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล อย่างกว้างขวาง เพราะ ถือว่าเป็นการประกาศอย่างชัดเจนว่า การเดินหน้าโครงการแจกเงินดิจิทัลฯ 10,000บาท ครั้งนี้ ไม่ตรงปก ไม่เหมือนกับที่ประกาศในการรณรงค์หาเสียง และ ยื่นนโยบายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง

          ที่ประกาศว่าจะไม่กู้  ก็จะกู้  ที่ประกาศว่า จะแจกทุกคน ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป ก็ไม่ใช่ ปรับลดตั้งเงื่อนไขลดจำนวนลงมาเหลือ 50 ล้านคน ที่บอกว่าจะใช้บล็อกเชน และ สร้างแอปพลิเคชันใหม่ขึ้นมา ตกลงก็ไม่ใช้หันมาใช้บริการ แอปฯเป๋าตังค์ในยุคลุงตู่เสียฉิบ ยังมีรายละเอียดที่ไม่ตรงปกอีกหลายประเด็นซึ่งหาอ่านเปรียบเทียบเอาได้สำหรับผู้ที่สนใจ แต่มีประเด็นใหญ่ที่จำเป็นต้องถกกันในครั้งนี้ก็คือ

          รัฐบาลเศรษฐา กำลังทำลายความน่าเชื่อถือ ทำลายความเชื่อมั่นของประเทศ สร้างภาพว่า เศรษฐกิจประเทศไทยกำลังวิกฤต ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินโดยออก พ.ร.บ. กู้เงิน 500,000 ล้านบาท มาใช้ฟื้นฟูแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ 

          การสร้างภาพ วิกฤตเศรษฐกิจประเทศ เริ่มตั้งแต่นายเศรษฐา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอง ที่ไปพูดให้สัมภาษณ์สื่อในการประชุมเอเปก ที่สหรัฐอเมริกา ตามมาด้วย คนในรัฐบาลที่พาเหรดออกมาตอกย้ำในทำนองว่า เศรษฐกิจไทยกำลังวิกฤตทั้ง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลีอดีตรมว.คลัง กรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ  เป็นต้น

          ในขณะนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไปไกลถึงขนาดว่า ...พรรคเพื่อไทยได้เสนอเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสัญญาประชาคม และในเมื่อประชาชนตัดสินใจเลือกพรรคเพื่อไทยเข้ามา และพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลในการบริหารประเทศ ก็ต้องยอมรับว่าในกระบวนการประชาธิปไตยหากจะเดินหน้าไปได้ก็ต้องยอมรับสิ่งที่ประชาชนเรียกร้องและตัดสินใจ

          ไปไกลถึงขนาดเอาประชาชนมาอ้าง เอาระบบประชาธิปไตยมาอ้างความชอบธรรม ...ทั้งๆที่ข้อเท็จจริงหากจะอ้างตามนั้น  ต้องเข้าใจว่า นโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ไม่ได้ทำให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง เป็นพรรคอันดับหนึ่งในการเลือกตั้งที่ผ่านมา  ที่พรรคเพื่อไทยได้มาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็เพราะเกมการเมืองในสภา ที่บรรดา ส.ว.โหวตไม่รับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดทนายกจากพรรคก้าวไกล และ คณิตศาสตร์ทางการเมือง ที่พรรคเพื่อไทยชิงรวบรวมเสียงมาจัดตั้งรัฐบาลได้

          ย้อนกลับมาประเด็น การเอาประเด็นวิกฤตเศรษฐกิจมาอ้าง เพื่อกู้เงิน 500,000 ล้านบาท มาแจกเงินดิจิทัลฯ 10,000  บาทนั้น เป็นเพราะรัฐบาลจนแต้มไม่สามารถหาแหล่งเงินมาใช้ในโครงการตามที่เคยประกาศในการหาเสียง และ รายงานต่อคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) ใช่หรือไม่  ในการหาเสียงนายกเศรษฐาประกาศชัดเจนว่า ไม่มีการกู้มาใช้ในโครงการ รายงานต่อ กกต.เขียนไว้ชัดว่า

จะใช้จากการบริหารงบประมาณ และการเก็บภาษี ประกอบด้วย

          ประมาณการรายได้รัฐที่เพิ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2567 : 260,000 ล้านบาท

          ภาษีที่ได้มาจากผลคูณต่อเศรษฐกิจจากนโยบาย : 100,000 ล้านบาท

          การบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดิน พ.ศ. 2567 : 110,000 ล้านบาท

          การบริหารงบประมาณด้านสวัสดิการที่ซ้ำซ้อน : 90,000 ล้านบาท

          การพยายามสร้างภาพ ว่าเศรษฐกิจไทยวิกฤต ถูกตั้งคำถามว่า เพื่อสร้างความชอบธรรม และให้เข้ากับข้อกฎหมายที่ล็อกไว้โดยเฉพาะ  พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 มาตรา 53  ที่ระบุตอนหนึ่งว่า...การกู้เงินของรัฐบาล นอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ ให้กระทรวงการคลังกระทำได้ ก็แต่โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่ตราขึ้นเป็นการเฉพาะ และเฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการโดยเร่งด่วนและอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศ โดยไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทัน

          จะเห็นได้ว่า ในหลักกฎหมาย กำหนดไว้ชัดเจนว่า การกู้ของรัฐบาลนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ จะทำไม่ได้  จะทำได้ก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไข “มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการโดยเร่งด่วนและอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศ โดยไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทัน”

          รัฐบาลจึงต้องสร้างภาพว่า เศรษฐกิจประเทศเราอยู่ในภาวะวิกฤต....แต่แท้จริงแล้ว เศรษฐกิจประเทศไทยเป็นอย่างนั้นหรือ

          จากการแถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 31 ต.ค.66 ที่ผ่านมา ระบุว่า

          “เศรษฐกิจไทยในเดือนกันยายน 2566 อยู่ในทิศทางฟื้นตัว โดยกิจกรรมในภาคบริการฟื้นตัวต่อเนื่องตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ประกอบกับมูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำปรับเพิ่มขึ้นในหลายหมวดสินค้า ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมทรงตัว ขณะที่อุปสงค์ในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนชะลอลงหลังจากเร่งไปในช่วงก่อนหน้า สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐหดตัวจากทั้งรายจ่ายของรัฐบาลกลางและการลงทุนรัฐวิสาหกิจ 

          เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงจากทุกหมวดหลัก โดยหมวดอาหารสดลดลงจากราคาผัก ผลไม้และเนื้อสัตว์ที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น ขณะที่หมวดพลังงานลดลงจากมาตรการลดค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมันดีเซลของภาครัฐ ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานลดลงเล็กน้อยจากราคาอาหารสำเร็จรูปเป็นสำคัญ ด้านตลาดแรงงานปรับดีขึ้นต่อเนื่อง สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลจากดุลการค้าเป็นสำคัญ”

          ขณะที่การแถลงข่าวของ สำนักงานเศรษฐกิจการคลังเมื่อวันที่ 31 ต.ค.2566  ถึงฐานะการคลังของรัฐบาล ตามระบบกระแสเงินสดปีงบประมาณ 2566 (ตุลาคม 2565 - กันยายน 2566) รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น จำนวน 2,665,430 ล้านบาท ในขณะที่มีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณทั้งสิ้น จำนวน 3,262,393 ล้านบาท โดยรัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล จำนวน 624,644 ล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนกันยายน 2566 มีจำนวนทั้งสิ้น 539,056 ล้านบาท

          จากข้อมูลของ หน่วยงานหลัก ทั้ง 2 หน่วยงาน ไม่มีสัญญาณใดๆเลย ที่บ่งบอกว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะวิกฤต หรือ จะเข้าสู่ภาวะวิกฤต และหากดูการขยายตัวและการคาดการณ์ GDP ล่าสุดที่ แบงก์ชาติแถลงก็ยืนยันว่า GDP ไทยในปี 2566 จะขยายตัวในระดับ  2.8% จากเดิม 3.6% ก่อนจะพุ่งเป็น 4.4% ในปี 67

          โดยยืนยันว่า เศรษฐกิจไทยในภาพรวมอยู่ในทิศทางฟื้นตัว แม้จะขยายตัวชะลอลงในปีนี้จากอุปสงค์ต่างประเทศ

          และโดยสภาพความเป็นจริงที่ประชาชนโดยทั่วไปเห็นอยู่ในปัจจุบัน  เรามีปัญหา สถาบันการเงินล้มอย่างนั้นหรือ เรามีปัญหาธุรกิจ กิจการปิดกิจการล้มระเนระนาดหรือ  เรามีปัญหาคนตกงานจากการแห่ปิดการจนพนักงานต้องหันมาเปิดท้ายขายของเหมือนภาวะวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 อย่างนั้นหรือ ในการประการผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ของปี 2566ของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เราเห็นแต่ แบงก์ประกาศผลกำไรจำนวนมาก บริษัทขนาดใหญ่ประกาศผลกำไรกันคึกโครม

          แล้วเหตุใด นายกรัฐมนตรีและ พลพรรคคนในรัฐบาล ถึงออกออกมาประกาศว่า เศรษฐกิจไทยวิกฤต หากไม่ใช่ด้วยเหตุที่ต้องการสร้างความชอบธรรมให้กับการกู้เงินมาแจกในโครงการแจกเงินดิจิทัลฯ10,000 บาทเท่านั้น

          มันคุ้มค่ากันหรือไม่ ที่นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บริหารประเทศ ยอมทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศตัวเองลง ด้วยการป่าวประกาศว่า ประเทศอยู่ภาวะวิกฤต  และในการเจรจากับบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติให้เข้ามาลงทุน ท่านบอกเขาหรือว่า ประเทศไทยอยู่ในภาวะวิกฤต กำลังจะวิกฤต เขายอมตกลงมาลงทุนในประเทศเพราะประเทศไทยกำลังวิกฤตนั้นหรือ..หรือ ท่านให้ข้อมูลเขาอีกด้าน ?

          สิ่งที่น่าตั้งคำถาม มากๆก็คือ ผู้นำประเทศ นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยปรกติมีหน้าที่ จะต้องสร้างความเชื่อมั่น สร้างความน่าเชื่อถือให้กับประเทศ กลับทำลายความน่าเชื่อถือประเทศลง การให้ข้อมูลกับสาธารณะที่กลับไปกลับมา  หวังเพียงจะเดินหน้าหาช่องกู้เงินมาใช้ในนโยบายที่หาเสียงไว้ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านอื่นๆ ต่อไป ผู้นำยังจะยังมีความน่าเชื่อถือ น่าไว้วางใจในการให้เป็นผู้บริหารสูงสุดของประเทศอีกหรือ  และ ต่างชาติยังจะเชื่อมั่นในประเทศไทยอีกหรือ

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม