
ลงทุนอย่างไรในสภาวะเงินเฟ้อสูง
เงินเฟ้อ เป็นประเด็นใหญ่ และสำคัญมากในโลกแห่งการลงทุน เงินเฟ้อไม่ได้สูงระดับนี้มาตั้งแต่ปี 2523
หลังจากเห็นข่าวต่างประเทศในไตรมาสแรกของปีนี้ จะเห็นว่า ทั่วโลกเราเจอศึกหนักจริงๆ เราเริ่มต้นปีด้วยความกลัวเงินเฟ้อ เรื่องธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เปรยว่า จะขึ้นดอกเบี้ยในทุกครั้งของการประชุม หรืออาจจะมีในบางครั้งของการประชุมที่ขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 25 bps (0.25%) ก็ทำให้ตลาดกังวลและเกิดการเทขายตั้งแต่ต้นปี และตั้งแต่เดือน ก.พ. เป็นต้นมา ก็เจอเรื่องสงครามรัสเซีย-ยูเครนอีก จนหลายคนที่ลงทุนอยู่ อาจกำลังตั้งคำถามในใจกับตัวเองว่า แล้วเราจะลงทุนยังไงดี ในสภาวะที่เกิดสงคราม หรือเงินเฟ้อสูง
ประเด็นของเรื่องสงคราม ในฐานะที่เราเป็นบริษัทจัดการกองทุน ซึ่งเน้นเรื่องการลงทุนระยะยาว เราคงจะไม่แนะนำให้นักลงทุนเข้าไปลงทุนในน้ำมันหรือทองคำ แต่ยังแนะนำให้ลงทุนในหุ้นอยู่
ที่บอกอย่างนี้ ก็เพราะจากสถิติที่เราเห็น พบว่า ตลาดหุ้นมักจะมีปฏิกิริยาตอบรับสถานการณ์เชิงลบมากเกินไป หรือที่เรียกว่า Overreact คือ พอเห็นเหตุการณ์ความขัดแย้งออกมา ก็ตกใจแล้วเทขายหุ้น แล้วพอฝุ่นหายตลบ ตั้งสติกันได้ก็จะพบว่า จริงๆ แล้ว ถ้าตลาดหุ้นประเทศนั้นไม่ได้ไปเกี่ยวข้องอะไรกับสงครามโดยตรง ในที่สุดหุ้นก็จะปรับขึ้นมาได้รวดเร็ว เมื่อสถานการณ์สงบลง หรือความขัดแย้งคลี่คลายแล้ว
ตัวอย่างชัดๆ ก็อย่างเช่น ดัชนีหุ้นหลายๆ ประเทศ เช่น อเมริกา และญี่ปุ่น ปรับตัวขึ้นได้ดีหลังจากวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 ทั้งๆ ที่เพิ่งเริ่มมีการบุกรุก
ถ้าดูจากสถิติในอดีต เราจะพบว่า ตลาดหุ้นจะใช้เวลา 20 วัน ในการปรับตัวลงไปจนถึงจุดต่ำสุดในรอบนั้น แล้วหลังจากนั้นก็จะใช้เวลา 43 วัน ในการฟื้นตัว แล้วถ้าดูเปอร์เซ็นต์ของการปรับตัว ก็พบว่า ช่วงขาลง จะลงไปประมาณ 5% และจะฟื้นขึ้นมาได้
เพราะฉะนั้น เรามองว่า ตลาดก็จะหันกลับไปจับตามองแกนหลักที่มีผลต่อการลงทุนระยะยาวจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น ท่าทีของเฟด แนวโน้มเงินเฟ้อ และกำไรของบริษัทจดทะเบียน ขณะที่สถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน สุดท้ายแล้วก็จะเป็นแค่ปัจจัยที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่มีนัยสำคัญกับการลงทุนระยะยาว
ประเด็นเรื่องเงินเฟ้อ เรามองว่า เป็นประเด็นที่ใหญ่ และสำคัญมากในโลกแห่งการลงทุน เงินเฟ้อไม่ได้สูงระดับนี้มาตั้งแต่ปี 2523 แล้ว ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาเรื่องห่วงโซ่การผลิต และมาจากสงครามที่ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมต่างๆ สูงขึ้นต่อเนื่อง
หากย้อนกลับไปในช่วงปี 2513-2523 ซึ่งเป็นช่วงที่มีสภาวะเงินเฟ้อสูง สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดี คือ บริษัทโภคภัณฑ์ สินค้าประเภทที่เป็นสินทรัพย์จริงจับต้องได้ หรือ Real Asset อย่างเช่น งานศิลปะ นาฬิกา ทองคำ โดยที่หุ้นโดยรวมให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างต่ำ
ในส่วนการลงทุนที่เป็น Real Asset ยังครอบคลุมไปถึงบริษัทที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค ซึ่งเป็นบริษัทที่ค่อนข้างปลอดภัย มีความผันผวนต่ำ รายได้สามารถปรับตัวขึ้นได้พร้อมเงินเฟ้อ เช่น ค่าทางด่วนที่ปรับราคาขึ้นทีละหลายๆ เปอร์เซ็นต์ หรือว่าราคาพลังงาน เช่น ราคาก๊าซ ทำให้บริษัทท่อก๊าซมีรายได้และกำไรที่ดีในสภาวะเงินเฟ้อสูงได้
นอกจากนี้ บริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ ที่มีอำนาจในตลาด ผู้บริโภคต้องใช้บริการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น Microsoft ก็ปรับราคาค่าบริการ Microsoft Office ขึ้นไปก่อนที่เงินเฟ้อจะสูงเสียอีก หรือบริษัท Google ที่เป็นเจ้าตลาดเรื่องการโฆษณา หาคู่แข่งมาแข่งขันได้ยาก ก็สามารถปรับราคาขึ้นได้พร้อมต้นทุนที่สูงขึ้น
และสำหรับนักลงทุนที่ไม่ได้มีความชำนาญในการลงทุนหุ้นเอง ไม่มีเวลามานั่งดูความเปลี่ยนแปลงของตลาดบ่อยๆ BBLAM ก็จะแนะนำให้ลงทุนผ่านกองทุนหุ้น ไม่ว่าจะเป็น หุ้นไทย หรือหุ้นต่างประเทศ
โดยรวมแล้ว BBLAM มองว่า ระหว่างทางของการลงทุน เราอาจจะเจอปัจจัยอะไรเข้ามาทำให้จิตใจหวั่นไหว อยากจะถอดใจกลางทางบ้าง แต่หากเราทำใจให้นิ่ง มองให้ลึกและกว้าง จริงๆ แล้ว ปัจจัยนั้นอาจจะไม่ได้มีผลอะไรกับแนวโน้มระยะยาวก็ได้ เป็นแค่บททดสอบจิตใจที่ผ่านเข้ามา ก็ขอให้นักลงทุนยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่อง มองตรงไปที่เป้าหมายเดิมที่ตั้งใจไว้ แล้วก็จะไปถึงเส้นชัยได้ในที่สุด







