posttoday

ไม่มีคำตอบที่ดีที่สุด มีแต่ทางออกที่พอทำได้ในสถานการณ์

14 มีนาคม 2565

ของแพงขึ้นมันเป็นภาระค่าครองชีพ คนที่โดนมากสุดคือคนมีรายได้น้อย ที่โดนก่อนเสมอ ซึ่งเป็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของไทย

คอลัมน์ เศรษฐกิจภาษาคน ตอนที่ 11/2565

บทความวันนี้ของผู้เขียนเริ่มลงมือในยามแดดร้อนระอุ อันเป็นช่วงเวลาเริ่มต้นฤดูร้อนของประเทศไทย อากาศยามแดดแผดเผาผู้คนที่ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินในตลาดสด ตลาดของกิน ที่คลาคล่ำไปด้วยคนซื้อคนขายที่เจรจาพาทีกันแบบกล้า ๆ กลัว ๆ จะหยิบจะจับ จะส่งอะไรให้กันดูมันต้องระแวงระวังกันไปหมด ด้วยเหตุว่ากลัวติดเชื้อโควิด-19 กัน เมื่อผู้เขียนได้ลองเข้าไปพูดคุยผ่านหน้ากาก ก็ยิ่งได้คำตอบว่า เวลานี้มีความตั้งใจทำงานมากกว่าแต่ก่อนมาก ๆ แต่รายได้มันก็ยังไม่กลับมา น้ำมะม่วงน้ำมะพร้าว ของกินแสนอร่อยที่เคยขายให้นักท่องเที่ยวชาวจีนแบบเข้าคิวยาวเหยียดกลับต้องมาตั้งตารอชาวบ้านชาวเมืองคนไทยลองลิ้มชิมรสกันแบบแห้ง ๆ มันช่างวังเวงใจจริง ๆ

พอได้อ่านข่าวการให้ข้อมูลของท่านเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ได้ให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนว่า ".... กนง. ยังให้ความสำคัญกับการติดตามปัจจัยที่อาจฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ทั้งการระบาดของโรคโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (supply chain disruption) ความตึงเครียดของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาพลังงานโลกปรับสูงขึ้น และส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังสินค้าอื่น ทั้งยังต้องติดตามความเพียงพอของมาตรการการคลังและมาตรการการเงิน เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจ..."

เมื่อผ่านการคิดแบบชาวบ้านก็คิดต่อได้ว่า ถ้าการระบาดด้วยสายพันธุ์ที่ติดง่ายแบบนี้ การจะกลับไปปกติ เปิดรับนักท่องเที่ยวเข้ามาคงยาก เพราะถ้านักท่องเที่ยวจีนเจอนโยบายของเขาคือ Zero COVID-19 เขาจะมาเมืองเรา เที่ยวเสร็จกลับเมืองเขา เขาจะไหวเหรอ ถ้าเป็นแบบนี้คงยากที่เขาจะมาเที่ยว มากินน้ำมะม่วง น้ำมะพร้าวบ้านเรา

พออ่านต่อก็เจอเรื่องมีศึกสงครามที่ต่างบ้านต่างเมือง น้ำมันจะแพงขึ้นไปอีกไหม นี่ก็ใกล้ 2 ลิตร 100 บาทแล้ว ต้นทุนข้าวของจะพุ่งไปอีกไหม ถ้ามันเพิ่มเยอะทุกสิ่งอย่าง เงินจะพอเหลือเก็บ เหลือไปใช้หนี้ไหม หนี้พวกนี้มันก็มาตั้งแต่ก่อนโควิด-19 แล้ว ถ้าเกิดปรับโครงสร้างหนี้ ปรับตารางการชำระหนี้ไปแล้ว จะทำได้อีกไหม

ส่วนพวกที่เป็นลูกจ้าง เป็นมนุษย์เงินเดือนกับกิจการ บริษัท ห้างร้าน ด้วยสถานการณ์แบบนี้ จะเจอการเลิกจ้างอีกหรือไม่ ถ้าเจอเข้าไป ก็คือไม่มีรายได้ พอไม่มีรายได้เแล้ว เรื่องร้าย ๆ มันจะทยอยมาหาแบบไม่หยุดอย่างแน่นอน สถานการณ์แบบนี้คือ ยุคข้าวยากหมากแพง โรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น มิเห็นที่พึ่งพาจะอาศัย (ใครได้) ตอนสงครามโลกจบลงหมาด ๆ เราก็เจอไข้หวัดสเปน ตายกันเป็นเบือ คนสมัยก่อนก็ใช้วิธีทิ้งเมืองหนีโรค คนสมัยนี้มันจะทิ้งบ้านไปไหน ใช่ว่ามันจะอยู่ได้จริง ๆ ในโลก Metaverse อย่างที่จินตนาการกันไว้

อ่านข้อมูลต่อก็ชอบตรงที่ ท่านเลขานุการ กนง. ระบุว่า?  "..... อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะมองเป็นภาวะเงินเฟ้อหรือของแพง แน่นอนว่า ประชาชนที่จำเป็นต้องใช้สอยสินค้าและบริการเหล่านั้นล้วนได้รับผลกระทบ หรือถึงแม้ว่าเราจะบอกว่าอัตราเงินเฟ้อไทย ณ ปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2 - 3% ต่อปี ถือว่าไม่สูงมาก แต่ก็ล้วนเป็นภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ กลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้น้อย..."

ผู้เขียนชอบตรงที่ท่านระบุว่า ของแพงขึ้นมันเป็นภาระค่าครองชีพ คนที่โดนมากสุดคือคนมีรายได้น้อย สำหรับบางท่านที่ชอบการอธิบายว่าเงินเฟ้อเพิ่มนิดหน่อยมันไม่กระทบนั้น หากมองในเรื่องของความเหลื่อมล้ำ เรื่องฐานะที่แตกต่าง เรื่องของความสามารถในการรับแรงกระแทกมันไม่เท่ากันก็จะพบคำตอบว่า ทุกเรื่องเวลามันมา คนรายได้น้อยโดนก่อนเสมอ

ตามข้อมูลกันต่อก็จะอ่านพบว่าท่านได้ระบุถึงประเด็นสำคัญว่า "... กลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้น้อยเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักสุดถึง 3 เด้งด้วยกัน เด้งแรก ครัวเรือนรายได้น้อยเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายในหมวดอาหารและเครื่องดื่มสูงถึง 45% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ขณะที่ครัวเรือนรายได้สูงมีค่าใช้จ่ายในหมวดนี้เพียง 26% เด้งที่สอง กลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยจำนวนมากทำงานในกลุ่มธุรกิจที่ค่อนข้างเปราะบาง เช่น ภาคบริการ การท่องเที่ยว หรืออาชีพอิสระ ซึ่งรายได้ยังไม่ฟื้นตัวมากเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่น สัดส่วนของภาระค่าใช้จ่ายเทียบกับรายได้จึงสูงขึ้นเป็นพิเศษสำหรับครัวเรือนที่มีรายได้น้อย เด้งที่สาม ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยมักมีหนี้สินค่อนข้างสูง จึงมีความเปราะบางและภาระค่าใช้จ่ายมากกว่า.. "สรุปคือกลุ่มรายได้น้อยนั้น ค่าใช้จ่ายเพิ่ม รายได้ยังไม่มาหรือยังไม่แน่นอน แถมมีหนี้เยอะ"

ดังนั้น การแก้หนี้โดยยืดออกไปแบบให้มีภาระน้อยเช่นลดดอกเบี้ยลง เลี้ยงงวดให้ยาว ตอนชำระให้เข้าเงินต้นบางส่วนไม่ใช่จ่ายแต่ดอกเบี้ย ตัดแนวขวาง อย่าเพิ่งฟ้องร้อง ดำเนินการตามกฎหมาย ไม่มีคือไม่มี พยายามอยู่ ไม่คิดหนีหนี้หรือหนีหน้า แต่คือไทยด้วยกัน ขยี้กันเวลานี้มันมีแต่เจ็บทั้งลูกหนี้เจ้าหนี้ พูดจาภาษาคนอย่าพูดจาภาษากฎหมาย สร้างมหกรรมมาคุยกัน ไม่ใช่เออะก็จะฟ้อง มันก็ทะเลาะกันในที่สุด คนที่คิดเรื่องตัดหนี้แนวขวาง เข้าเงินต้นบ้างไม่ใช่ดอกเบี้ยอย่างเดียว คิดดอกเบี้ยผิดนัดตามสมควรไม่ใช่ตามอำเภอใจ การผิดนัดให้ผิดนัดในงวดที่ค้างชำระ ไม่ใช่เอายอดคงเหลือทั้งหมดมาคิดดอกเบี้ยผิดนัด เงินกู้หักหน้าซองดอกเบี้ยที่คิดต้องถูกเพราะเสี่ยงต่ำกว่า ผู้ค้ำต้องค้ำแบบปลายปิดไม่ใช่ปลายเปิด เรื่องพวกนี้ มันต้องใช้คนคิดที่เป็นกบฎต่อระบบเดิม มองจากนอกเข้าไปข้างใน คุยกับคนเห็นตรงเห็นต่างมากมาย ความคิดแบบนี้คือ critical thinking ที่เราอยากได้ในองค์กรไม่ใช่หรือ มันสำคัญที่ว่าเรื่องดี ๆ ที่ช่วยคนได้จริง (De facto) ไม่ใช่ช่วยคนด้วยจำนวนที่ไม่มีชีวิตใน power point ใน? excel หรือใน infographics สีสวย ๆ มันคือเป้าหมายสุดท้ายใช่หรือไม่

เติ้ง เสี่ยว ผิง เคยระบุว่า แมวจะสีอะไร ไม่สำคัญ ขอเพียงจับหนูได้ เป็นใช้ได้ เราจึงเห็นจีนผงาดขึ้นมาทั้งที่เคยถูกดูถูกว่า เป็นคนป่วยของเอเชีย ถ้าเราชอบแต่แมวที่เคล้าแข็งเคล้าขาน่าเอ็นดู แต่กินเจ ปล่อยหนูเพ่นพ่านก่อให้เกิดโรคระบาดเชิงอุปถัมภ์ จนติดกันแต่ไม่แสดงอาการ มันจะเอาพลังตรงไหนไปสร้างเขื่อนชะลอความรุนแรงจากเหตุปัจจัยในเวลานี้....

ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะครับ

ข่าวล่าสุด

SET แก่วงฟื้นตัว ท่ามกลางความผันผวนของภาษีทรัมป์ จับตาตัวเลขส่งออกไทย