posttoday
ตำนานสุนทราภรณ์ (3)

ตำนานสุนทราภรณ์ (3)

25 มกราคม 2565

โดย...น.พ.วิชัย โชควิวัฒน

*************

ประเด็นสำคัญของตำนานสุนทราภรณ์ คือ ทำไมวงดนตรีนี้จึงโด่งดัง และยั่งยืนมายาวนานกว่า 8 ทศวรรษแล้ว หนังสือ “พระเจ้าทั้งห้า ตำนานความเป็นมาของสุนทราภรณ์” ได้รวบรวมข้อมูลและข้อเขียนไว้มากมาย พอจะสรุปได้เป็นเบื้องต้นว่าปัจจัยสำคัญที่สุดของความสำเร็จของวงดนตรีสุนทราภรณ์ก็คือตัวครูเอื้อ การวิเคราะห์ความสำเร็จของวงดนตรีสุนทราภรณ์จึงต้องเริ่มต้นที่การวิเคราะห์ความสำเร็จของครูเอื้อ ซึ่งพอจะสรุปได้ ดังนี้

ประการแรก คือ การได้ครูดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูคนแรกคือ พระเจนดุริยางค์ ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนพรานหลวงที่สอนทั้งดนตรีไทยและดนตรีฝรั่งในภาคบ่าย โดยภาคเช้าเรียนวิชาสามัญ โดย “หลังจากสอบผ่านมัธยม 1 ผ่านขึ้นไปเรียนมัธยม 2 ในปี พ.ศ. 2465 พระเจนดุริยางค์ เห็นว่าครูเอื้อ มีความสามารถพิเศษ นอกจากหัดไวโอลินแล้ว ท่านอาจารย์ยังหัดเป่าแซกโซโฟนอีกอย่างหนึ่งด้วย และให้เปลี่ยนการเรียนดนตรีเป็นเรียนเต็มวัน ส่วนวิชาสามัญนั้นให้งดเรียนตั้งแต่ชั้นมัธยม 2” (น. 495)

นอกจากพระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งดนตรีสากลของไทย” (น.84) แล้ว ครูเอื้อยังได้มีโอกาสเรียนรู้กับ “ครูดนตรี” และ “ครูเพลง” จำนวนมาก ได้แก่ ครูพุ่ม บาปุยะวาทย์, ขุนวิจิตรมาตรา, หลวงวิจิตรวาทการ, พรานบูรพ์, หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์, พลโท หม่อมหลวงขาบ กุญชร ณ อยุธยา, นารถ ถาวรบุตร, พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ, พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล, ท่านผู้หญิงพวงร้อย (สนิทวงศ์) อภัยวงศ์ เป็นต้น (น. 78)

ประการที่สอง การมีโอกาสเล่าเรียนทางดนตรี และฝึกฝนตั้งแต่ยังเล็ก โดย “ค้นพบ” ตนเองว่ารักดนตรีตั้งแต่ยังเด็ก และอยู่กับดนตรีมาจนตลอดชีวิต ผิดกับวิชาภาษาอังกฤษ ที่พี่สะใภ้เคี่ยวเข็ญให้เรียนเมื่อพ่อส่งตัวเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ เมื่ออายุได้เพียง 5 ขวบ ทนไม้เรียวของพี่สะใภ้ไม่ไหวก็หนีกลับบ้านที่อัมพวา

ส่วนวิชาการดนตรีนอกจากได้เรียนในโรงเรียน จากครึ่งวันเป็นเต็มวันแล้วยังทำเป็น “อาชีพ” โดยได้บรรจุเข้ารับราชการประจำในกองเครื่องสายฝรั่งหลวง ในกรมมหรสพ กระทรวงวัง รับพระราชทานยศเป็น “เด็กชา” เงินเดือน 5 บาท ตั้งแต่ พ.ศ. 2467 เมื่ออายุได้เพียง 14 ปี และได้เลื่อนตำแหน่งโดยลำดับ และสามารถตั้งวงดนตรีซึ่งเติบโตมาเป็นวงสุนทราภรณ์ได้ เมื่อ พ.ศ. 2482 ขณะอายุได้เพียง 29 ปี และอยู่กับดนตรีจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต

ประการที่สาม การได้เพื่อนร่วมงานที่ดี เพราะวงดนตรีจะต้องประกอบด้วยองค์ 5 คือ นักแต่งทำนอง (Composer) กับนักแต่งคำร้อง (Lyricist) ซึ่งประกอบเป็นเพลง และยังต้องมีนักเรียบเรียงเสียงประสาน (Arranger) นักดนตรี และนักร้อง ที่มีความรู้ ความสามารถที่ “เข้าขั้น” เป็นศิลปิน (Artist) ซึ่งวงดนตรี สุนทราภรณ์มีครบ

โดยครูเอื้อเป็นแกนหลักที่ “ครบเครื่อง” ทั้งเป็นศิลปินนักแต่งทำนอง นักดนตรี นักร้อง และหัวหน้าวง เพื่อนร่วมงานของครูเอื้อ เช่น เวส สุนทรจามร, เอิบ ประไพเพลงผสม, คีติ คีตากร (ชาวฟิลิปปินส์) , แก้ว อัจฉริยะกุล, สมาน กาญจนผลิน, สง่า อารัมภีร์, ชาลี อินทรวิจิตร, สุวัฒน์ วรดิลก, สมศักดิ์ เทพานนท์, สรัฐ พุกกะเวส, สมาน นภายน, พยงค์ มุกดา, สุรพล โทณะวณิก, พรพิรุณ, ชอุ่ม ปัญจพรรด์, อาจินต์ ปัญจพรรด์ เป็นต้น (น. 184) ซึ่งมีจำนวนมากมีความสามารถสูงเด่นจนได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ

ประการที่สี่ การได้ศึกษาเล่าเรียนและฝึกฝนทั้งด้านดนตรีสากลและดนตรีไทย โดยมีผู้พยายาม “ผสมผสาน” ความงามและความไพเราะของดนตรีทั้งสองสายเข้าด้วยกันในลักษณะ “สังคีตสัมพันธ์” คือการ “นำดนตรีมาผสมกันจนไม่สามารถจะแยกได้ ซึ่งตรงกับการที่ได้นำดนตรีไทยกับดนตรีสากลมารวมกัน นั่นก็หมายถึงว่า การนำเอาเครื่องดนตรีสากล ซึ่งได้แก่เปียโน กีตาร์ แซกโซโฟน กลอง ฯลฯ มาบรรเลงร่วมกับดนตรีไทย ซึ่งได้แก่ระนาด ฆ้องวง ฯลฯ มาบรรเลงเพลงไทยที่มีมาแต่สมัยโบราณ .... แล้วมาเพิ่มสีสัน โดยการใส่จังหวะทางด้านดนตรีสากลเข้าไป เช่น จังหวะแทงโก้ รุมบ้า เป็นต้น” (น.93) ซึ่งวงดนตรีสุนทราภรณ์ เดินมาตามเส้นทางนี้ จึงสามารถจับใจผู้คนด้วยทั้งความหวานของดนตรีไทย และความเร้าใจของดนตรีสากล

โดยครูเอื้อสามารถเข้าถึงแก่นแท้ของความงามของดนตรีทั้งสองสาย นั่นคือ เรียนมาทางด้านดนตรีสากลเป็นพื้นฐานอย่างลึกซึ้ง เช่น ไวโอลิน อยู่ในวงดนตรีคลาสสิคที่มีพระเจนดุริยางค์เป็นผู้กำกับอยู่ถึง 16 ปี ต่อมาได้รับมอบหมายให้บันทึกเพลงไทยเดิมลงไว้เป็นโน้ตสากล

เมื่อเพลงแจ๊สเข้ามาในเมืองไทย ก็ได้เพื่อนรุ่นพี่คือครูนารถ ถาวรบุตร เป็นครูและมีนักดนตรีฟิลิปปินส์มาร่วมเล่น ทำให้สามารถเข้าถึงดนตรีแจ๊ส และนำมาผสมผสานในวงดนตรีได้อย่างกลมกลืน โดยรากฐานด้านดนตรีคลาสสิก ทำให้เข้าถึงดนตรีนี้ได้อย่างดี เพราะแท้จริงแล้ว “ดนตรีแจ๊สไม่ได้ทิ้งรากของดนตรีคลาสสิกไปเลย” (น. 579) จึงแม้เมื่อแรกครูใหญ่คือพระเจนดุริยางค์ จะสั่งห้ามไม่ให้ไปเล่นดนตรีไทยและแจ๊ส เพราะเกรงว่าจะ “หู” เสีย แต่ครูเอื้อสามารถก้าวข้ามข้อห้ามนี้ไปได้อย่างงดงาม โดยผสมผสานความงามของดนตรีทั้งสามสายเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืมลงตัว และจับใจผู้คนมากมายได้อย่างกว้างขวางและยั่งยืนนาน

ประการที่ห้า สภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่บางครั้ง “บีบเค้น” ให้ศักยภาพทางดนตรีแสดงอัจฉริยภาพออกมาได้อย่างงดงาม โดยหลังกำเนิดวงสุนทราภรณ์ได้เพียง 2 ปีเศษ ประเทศไทยก็ตกอยู่ในภาวะสงคราม บางคืนนักแต่งทำนองและนักแต่งคำร้อง กลับบ้านไม่ได้ ต้องค้างที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ “กรมโฆษณาการ” ขณะนั้นคือ กรมประชาสัมพันธ์ในปัจจุบัน ทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยบางครั้ง “ท่านผู้นำ” คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็สั่งให้แต่งเพลงออกมาให้เสร็จโดยเร็ว ทั้งคู่ก็สามารถร่วมกันรังสรรค์เพลงที่ถึงพร้อมด้วยคุณค่าทางศิลปะ และออกมาได้อย่างรวดเร็ว “ทันใจ” ด้วย

ประการที่หก ย่อมหนีไม่พ้นคือ อัจฉริยภาพของครูเอื้อ ที่ “เยี่ยมยอด” ทั้งการแต่งเพลง ร้องเพลงและเล่นดนตรี แล้วยัง “ดูคนออก” ว่า นักร้องคนไหน ควรจะร้องเพลงทำนองไหน เช่น เลิศ ประสมทรัพย์ เป็นคนชอบสนุก คุยเก่ง หัวเราะเก่ง ครูเอื้อจึงแต่งเพลงเร็วๆ ให้ร้อง (น. 381) เห็น รัชตพันธ์ พงศบุตร ร้องเพลงพร้อมดีดกีตาร์ ก็ทักว่า “อยากจะเป็นนักร้องหรือนักดนตรี อยากจะเป็นอะไร ควรเลือกเอาดีสักอย่าง” รัชตพันธุ์ จึงเลือกเป็นนักร้องต่อมา (น.476) กับเพ็ญศรี พุ่มชูศรี ซึ่งครูเวส สุนทรจามรนำไปฝึกลองเสียง ตั้งแต่ยังเป็นเด็กหญิงอายุ 14 ครูเอื้อเห็นแล้วก็มองออกว่าเธอ “เสียงพอใช้ ควรสนับสนุนให้เธอเป็นนักร้องดีเด่นในวันหนึ่งได้แน่นอน” (น. 560)

สวัสดิ์ ธงศรีเจริญ เจ้าของเพลง “ฝากหมอน” เล่าว่า “บางครั้งเข้าไปหาครูเอื้อ แล้วเล่าให้ครูฟังถึงไอเดียของเพลงที่อยากจะแต่ง ครูเอื้อก็จะเอากระดาษมาจดโน้ตให้ แล้วก็เอาทำนองมาใส่เนื้อ บางเพลงใช้เวลาแค่ 5 นาทีเท่านั้น ...” (น.316) ครูเอื้อเอาใจใส่ลูกศิษย์อย่างดียิ่ง อย่างสุพรรณิกา ฉายาพรรณ เคยถูกครูสริ ยงยุทธ ดุและเคี่ยวเข็ญจนร้องไห้ ครูเอื้อ “จะเรียกเข้ามาปลอบและสอนวิธีการร้องให้ฟังก่อนออกรายการทุกครั้ง” (น. 489).............

ข่าวล่าสุด

ผู้ถือหุ้น SUSCO พร้อมใจโหวตจ่ายปันผลอีก 0.03 บ./หุ้น รับทรัพย์ 22 พ.ค.นี้

ผู้ถือหุ้น SUSCO พร้อมใจโหวตจ่ายปันผลอีก 0.03 บ./หุ้น รับทรัพย์ 22 พ.ค.นี้