posttoday
จับตาหุ้น Value Stocks และ EM อาจกลับมา Outperform ตลาด

จับตาหุ้น Value Stocks และ EM อาจกลับมา Outperform ตลาด

17 สิงหาคม 2563

คอลัมน์ Global Investment Advisory โดย...โดย คมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU)

ตลาดหุ้นยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สวนทางกับขนาดเศรษฐกิจที่หดตัวรุนแรงทั่วโลก ทำให้ Valuation ของตลาดเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับที่แพงมากเมื่อเทียบกับในอดีต ประกอบกับการพุ่งขึ้นของหุ้นในกลุ่ม Technology ที่นำตลาดจนทำให้หลายคนนึกย้อนไปถึงฟองสบู่ Dot-com ในช่วงปี 2000

เรามองว่าฟองสบู่ในปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นร้ายแรงเท่าฟองสบู่ Dot-com ในปี 2000 เนื่องจาก 1) ค่า Fwd P/E ของกลุ่มเทคโนโลยี (Info. Tech.) ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 28 เท่า แต่ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดที่ 55 เท่าในช่วงวิกฤต Dot-com เป็นอย่างมาก และ 2) การปรับตัวเพิ่มขึ้นของตลาดในปัจจุบันยังช้ากว่าในช่วงวิกฤต Dot-com ทั้งดัชนี S&P500 และ S&P500 Info. Tech. โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้น 220% ต่ำกว่า 330% ในวิกฤต Dot-com และดัชนี S&P500 Info. Tech. เพิ่มขึ้น 550% น้อยกว่า 1,300% ในช่วงวิกฤต Dot-com เป็นอย่างมาก

การฟื้นตัวของตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา ถูกขับเคลื่อนจากนโยบายการเงินเป็นหลัก (Easing Mode) ซึ่งสังเกตได้จากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ ควบคู่ไปกับการลดลงของ Bond Yield ตามการผ่อนคลายนโยบายการเงิน เช่น การลดดอกเบี้ยและการอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารกลางในภาวะ Easing Mode นั้น หุ้นในกลุ่มที่มีกำไรเติบโตสูง (Growth Stocks) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นในกลุ่ม Technology และ Healthcare มักปรับตัวขึ้นมากกว่าหุ้นที่มีราคาถูกเมื่อเทียบกับมูลค่าสินทรัพย์ (Value Stocks) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นในกลุ่มธนาคารในภาวะ Easing Mode

ปัจจัยหลักที่ทำให้หุ้น Growth ให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้น Value นั้น นอกจากจะมาจากการเติบโตของกำไรที่สูงที่เป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันราคาหุ้นแล้ว ยังมาจากอัตราดอกเบี้ยในตลาดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องอีกด้วย ซึ่งตามหลักการการคำนวณมูลค่าโดย Discounted Cash Flow (DCF) การลดลงของดอกเบี้ยจะส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่ม Growth ที่มีการเติบโตของกระแสเงินสดในอนาคตสูง เนื่องจากอัตราคิดลดที่ลดลงจะส่งผลให้กระแสเงินสดในอนาคตมีมูลค่าสูงขึ้นนั่นเอง

หรือกล่าวโดยสรุปง่ายๆ ก็คือหุ้นในกลุ่ม Growth คือหุ้นที่นักลงทุนมองถึงการเติบโตของกำไรในระยะยาว ซึ่งไม่ถูกกระทบมากนักจากภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ดังนั้น การลดลงของดอกเบี้ยซึ่งทำให้มูลค่าปัจจุบัน (Present Value) ของกระแสเงินสดในอนาคตเพิ่มขึ้น จึงทำให้หุ้นในกลุ่ม Growth มีราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปลายปีที่ผ่านมาที่ดอกเบี้ยเป็นขาลงมาตลอดนั่นเอง

แต่ข่าวการค้นพบวัคซีนและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หุ้นในกลุ่ม Value กลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนมากขึ้น เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะส่งผลให้ Bond Yield กลับมาเพิ่มขึ้น และทำให้ตลาดเปลี่ยนผ่านไปสู่ Reflation Mode (ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อน และ Bond Yield ขึ้น)

โดยในภาวะ Reflation Mode ตลาดหุ้นยังมักให้ผลตอบแทนสูงต่อเนื่อง แต่กลุ่มที่นำตลาดหุ้นขึ้นจะกลายมาเป็นหุ้นในกลุ่ม Value Stocks ที่มีราคาถูกเมื่อเทียบกับมูลค่าสินทรัพย์ (PBV ต่ำ เช่น หุ้นในกลุ่มธนาคาร) และหุ้นในกลุ่มที่กำไรแปรผันตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ เช่น หุ้นในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (EM) โดยหุ้นเหล่านี้จะได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของกำไรระยะสั้นตามการฟื้นตัวของวัฏจักรเศรษฐกิจ

เราแนะนำให้จับตาการเคลื่อนไหวของ Bond Yield อย่างใกล้ชิด หากยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนอาจพิจารณาปรับพอร์ตเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่ม Value Stocks และกลุ่ม EM มากขึ้น

ข่าวล่าสุด

CPAXT โตสวนเศรษฐกิจ! กำไรทะลุ 2.7 พันล้าน ออนไลน์พุ่งแรง ดัน Makro-Lotus’s ลุย Retail Tech อาเซียน

CPAXT โตสวนเศรษฐกิจ! กำไรทะลุ 2.7 พันล้าน ออนไลน์พุ่งแรง ดัน Makro-Lotus’s ลุย Retail Tech อาเซียน