posttoday

วิธีการ “ทำมาหากิน” ในรัฐสภาไทย (2)

08 กุมภาพันธ์ 2563

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

************************

รัฐสภาไทยเต็มไปด้วย “ผู้มีอิทธิพล” ทั้งในและนอกสภา

เคราะห์กรรมของประเทศไทยนอกจากจะเกิดจากนักการเมืองแล้ว ยังเกิดจาก “ผู้มีอิทธิพล” หลายๆ กลุ่ม ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนแรกของบทความนี้ว่า ส.ส.บ้านนอกในยุคแรกๆ ซึ่งส่วนมากจะมีฐานะไม่ดี เมื่อเข้ามาทำหน้าที่ ส.ส.ในกรุงเทพฯจำเป็นจะต้องอาศัยอยู่กับ “ผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่” ซึ่งบางท่านก็เป็นข้าราชการผู้ใหญ่ จนกระทั่งนายทหารใหญ่ๆ สภาพของนักการเมืองไทยในยุคนั้นหลายๆ คนจึงเป็นเสมือน “ทาสในเรือนเบี้ย” ที่ต้องคอยรับใช้ผู้ใหญ่เหล่านั้น ไม่เพียงแต่เพื่อความกตัญญู แต่เพื่อความอยู่รอดและ “ความเจริญก้าวหน้า” ซึ่งได้ส่งผลในการสร้าง “วัฒนธรรมทางการเมืองไทย” แบบหนึ่งขึ้นเป็นพิเศษ คือ “วัฒนธรรมไพร่” อันเป็นการสะท้อนสภาพล้าหลังของการเมืองไทยได้อย่างเด่นชัดจนมาถึงปัจจุบันนี้

ในสัปดาห์ก่อน ผู้เขียนได้สะท้อนภาพ “สังคมไพร่ในรัฐสภาไทย” ของการเมืองไทยช่วงปี 2512-2514 ที่รัฐบาลทหารซึ่งอำพรางเข้ามามีอำนาจด้วยการเลือกตั้ง ทั้งยังเขียนปิดกั้นไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2511 ไม่ให้ ส.ส.ขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี จึงส่งผลให้ ส.ส.ต้องพากันเรียกร้องเอาผลประโยชน์อย่างอื่น เช่น ค่ายกมือ ค่าเข้าประชุม จนถึงงบประมาณพัฒนาเขตเลือกตั้ง หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า “งบ ส.ส.” อันนำมาซึ่งความขัดแย้งวุ่นวายถึงขั้นนายกรัฐมนตรี คือจอมพลถนอม กิตติขจร ต้องใช้ทหารเข้ายึดอำนาจล้มสภานั้นเสีย นั่นก็เป็นไปตามกงกรรมในระบบไพร่ คือเมื่อ “นาย” คนที่เลี้ยงดูเขา ไม่สามารถเลี้ยงดูได้อย่างที่รับปาก “บ่าว” หรือผู้รับการเลี้ยงดูนั้นก็กระด้างกระเดื่องขึ้นได้ อย่างในกลอนเพลงยาวถวายโอวาทของท่านกวีสุนทรภู่เขียนไว้ว่า “อันข้าไทได้พึ่งเขาจึงรัก” นั้นแล

“วัฒนธรรมไพร่” มาปรากฏผลอย่างรุนแรงถึงขั้นรัฐบาลต้องประกาศยุบสภาอีกครั้งก็ในรัฐสภาหลังการเลือกตั้งปี 2518เมื่อรัฐบาล “ร้อยพ่อพันแม่” (เป็นฉายาที่สื่อสมัยนั้นตั้งให้กับรัฐบาลของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เพราะประกอบด้วยพรรคจำนวนมากหลายพรรคซึ่งมีปัญหาในการจัดตั้งรัฐบาลยุ่งยากมาก) ต้องเจอกับปัญหาการเรียกร้องของบรรดา ส.ส.ในพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้เรียก ส.ส.เหล่านี้ว่า “พวกขี้ขอ” ลำพังขอเงินทองค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็ไม่เป็นปัญหานัก เพราะรัฐมนตรีหลายคนก็พอจะมีฐานะช่วยดูแลแบ่งเบากันไปได้บ้าง แต่ที่เป็นปัญหามากที่สุดก็คือ “การขอตำแหน่งรัฐมนตรี” ซึ่งรัฐบาลได้แต่งตั้งไปจนเต็มโควต้าแล้ว และปัญหานี้ก็ตกเป็นภาระแก่ตัวนายกรัฐมนตรีเพียงผู้เดียวเท่านั้น เพราะเป็นคนเพียงคนเดียวที่มีอำนาจแต่งตั้ง

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เล่าให้ผู้เขียนฟัง(และก็เคยให้สัมภาษณ์ไว้บ้างแล้ว)ว่า หลังจากที่คณะรัฐมนตรีบริหารประเทศไปได้ไม่กี่วัน ที่บ้านพักในซอยสวนพลูจะมี ส.ส.มากหน้าหลายตามาขอเข้าพบตลอดเวลาทั้งเช้าทั้งเย็น ส่วนมากจะมาขอการสนับสนุนเรื่องนั้นเรื่องนี้ ซึ่งถ้าเป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ ท่านก็เจียดจ่ายออกไปให้บ้าง (เรื่องนี้ท่านบอกว่าพี่สาวท่านคือ ม.ร.ว.บุญรับ พินิจชนคดี ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการธนาคารกรุงเทพฯพาณิชยการ อยู่ในขณะนั้น มีความเป็นห่วงท่านมาก มีหลายครั้งที่พี่สาวคนนี้มาเยี่ยมท่านที่บ้าน แล้วเอาเงินใส่กระเป๋าเดินทางมาให้ทีละหลายล้านบาท เพื่อให้ท่านไว้ใช้จ่ายเลี้ยงดู ส.ส.

ทั้งยังสำทับท่านด้วยว่า “แล้วอย่าไปคดโกงประเทศชาติ”) แต่มีเรื่องหนึ่งที่ท่านหนักใจมากก็คือเรื่อง ส.ส.ที่มาขอตำแหน่งรัฐมนตรี บางคนเสนอว่าขอ “หมุนเวียน” กันเป็นรัฐมนตรีสักคนละ 2-3 เดือน โดยจะไปตกลงกันกับรัฐมนตรีในกลุ่ม ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องโกหก เพราะเมื่อท่านถามกลับไปยังรัฐมนตรีที่ถูกอ้าง ก็ไม่มีรัฐมนตรีคนใดยอมรับว่าเป็นความจริง แต่ที่มีบางคนที่มาขอตำแหน่งแบบ “ดื้อๆ ด้านๆ” ว่าขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีช่วยกรุณาแก่เขาสักครั้งในชีวิต จะไม่ลืมพระคุณเลย เพื่อให้เขาได้เป็นรัฐมนตรีให้เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลด้วยเถิด

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เคยพูดกับคนใกล้ชิดว่า “สิ่งที่ทุเรศที่สุด” ในการเมืองยุคนั้นก็คือ การที่ ส.ส.ในพรรคร่วมรัฐบาลได้ไป “สมคบคิด” กับทหารเพื่อล้มล้างรัฐบาล เพียงเพราะไม่สมประโยชน์ในข้อเรียกร้องต่างๆ ที่รวมถึงตำแหน่งรัฐมนตรีนั้นด้วย ซึ่งเรื่องนี้สื่อมวลชนในยุคนั้นก็ทราบดีว่าทหารไม่ได้สนับสนุนรัฐบาลอย่างจริงใจเท่าใดนัก เช่น ครั้งหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีคือท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ไปประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศอาเซียนที่บาหลี แล้วทหารก็สั่งเตรียมพร้อมโดยไม่ได้แจ้งแก่นายกรัฐมนตรี

ทันทีที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก้าวลงจากเครื่องบินที่ดอนเมือง ผู้สื่อข่าวก็ไปรุมสัมภาษณ์ท่านแล้วถามว่า ท่านนายกรัฐมนตรีทราบหรือไม่ว่า ผู้บัญชาการทหารบกได้สั่งเตรียมพร้อมอย่างเต็มกำลังแล้ว ซึ่งคำตอบที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ตอบก็คือ “ต้องทราบสิ เพราะผมเป็นคนสั่งเองนี่นา” ทำเอานักข่าวอึ้งเพราะคาดว่าท่านน่าจะตกใจและจัดการแก้ไขปัญหาอะไรสักอย่างกับทหาร แต่นี่ท่านไม่ตกใจ แถมยัง “ตีกิน” คืออ้างอำนาจที่เหนือกว่าของนายกรัฐมนตรีนั่นไปเลย

ท่านอาจารย์เกษม ศิริสัมพันธ์ อดีตเลขาธิการพรรคกิจสังคม และอดีตรัฐนตรีหลายกระทรวง (ปัจจุบันท่านถึงแก่กรรมแล้ว) ที่ได้ชื่อว่า “คึกฤทธิ์น้อย” เพราะมีลีลาการพูดการเขียนคล้ายท่านอาจารย์คึกฤทธิ์อยู่พอสมควร ได้เขียนถึงเรื่องการแทรกแซงทางการเมืองโดยทหารในยุคนั้นไว้อย่างละเอียด ในคอลัมน์ “โลกกว้างทางแคบ” ของหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ที่พอจะสรุปความได้ว่า ส.ส.ที่อกหักจากการเป็นรัฐมนตรีได้มีการวางแผนร่วมกันกับ “นายทหารที่อำนาจมากๆ” บางคน (ในบทความของท่านอาจารย์เกษมได้ระบุตัวนายทหารดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน) ให้ตีตัวออกห่างจากรัฐบาล แล้วมารวมขั้วกันใหม่กับพรรคฝ่ายค้าน

โดยนัดจะโหวตล้มกฎหมายสำคัญของรัฐบาลในต้นปี 2519 เมื่อรัฐบาลทราบข่าวจึงได้ประกาศยุบสภาในวันที่ 12มกราคม 2519แล้วมีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 4 เมษายน ปีเดียวกันนั้น ซึ่งการประกาศยุบสภาในครั้งนั้นได้สร้าง “ความเจ็บช้ำ” ให้กับ ส.ส.จำนวนมาก ถึงขั้นได้ขัดขวางไม่ให้พรรคกิจสังคมได้เป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งนั้นด้วย รวมถึง “ความชอกช้ำ” ในหัวอกนายทหารใหญ่ที่คิดจะเป็น “เจ้านาย” เหนือนักการเมือง

นายทหารแบบนี้ในสมัยต่อมาก็เรียกกันว่า “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” นั่นเอง

*******************************

ข่าวล่าสุด

แรงงานคุณภาพมาจากไหน? ถ้าเด็กไทย 13.6 ล้านคนเสี่ยงป่วยเรื้อรังจาก PM2.5