ปูนิ่มช่วยชาติ

วันที่ 29 ม.ค. 2562 เวลา 10:00 น.
ปูนิ่มช่วยชาติ
เรื่อง ณ กาฬ เลาหะวิไลย

พื้นฐานเศรษฐกิจสำคัญของบ้านเราก็คือการเกษตร และการท่องเที่ยว

วันนี้มีเรื่องดีๆ ที่อยากขยายต่อ แสดงให้เห็นศักยภาพการเกษตรที่มีอยู่

เรื่องที่ว่าเกี่ยวกับปูนิ่ม ที่เป็นปูจริงๆ ไม่ได้ไปว่าใคร

ปูนิ่ม หรือปูม้านิ่ม เป็นที่ต้องการทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ เคี้ยวได้ทั้งตัว มีปริมาณเนื้อมากกว่าปูเปลือกแข็ง 3-4 เท่า

นอกจากนั้น ปูนิ่มยังมีคอเลสเตอรอลต่ำ เป็นแหล่งโปรตีน แคลเซียม ไอโอดีน และมีกรดไขมัน DHA ที่มีความสำคัญกับเซลล์สมองอีกด้วย

ตามธรรมชาติ ปูนิ่ม คือ ปูม้าที่เพิ่งผ่านกระบวนการลอกคราบ สลัดกระดองเก่าทิ้งไป เหลือแต่เยื่อบางๆ มีลักษณะนิ่มหุ้มตัว หากทิ้งไว้ไม่กี่ชั่วโมง ปูจะสร้างเปลือกแข็งขึ้นมา

วงจรชีวิตของปู กว่าจะโตเต็มที่ต้องลอกคราบกว่า 10 ครั้ง โดยแอบทำตอนกลางคืน เนื่องจากเวลาถอดกระดองออก ปูตัวอื่นจะได้กลิ่นปูตัวที่ลอกคราบและเข้ามารุมกิน

ทุกๆ ครั้งที่ปูลอกคราบ ขนาดตัวจะขยาย น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้น 30-50% ยิ่งปูตัวใหญ่ขึ้นก็ยิ่งขายได้ราคาดี

ปัจจุบันผู้ประกอบการธุรกิจปูม้านิ่ม พบข้อจำกัดเกี่ยวกับระยะเวลาที่ปูลอกคราบ

ฟาร์มเลี้ยงปูต้องจัดให้มีแรงงานคนเป็นผู้ตรวจการลอกคราบด้วยตาเปล่าในช่วงกลางคืน ทุกๆ 1-2 ชั่วโมง เพื่อคัดแยกปูที่กำลังลอกคราบหรือปูม้านิ่มออกมาจากในตะกร้าที่เพาะเลี้ยงไว้

หากแรงงานลาออกไปก็จะเกิดปัญหา ต้องใช้ระยะเวลาในการฝึก เป็นทักษะเฉพาะในการสังเกตการลอกคราบของปู

แต่เป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) พัฒนาระบบตรวจจับการลอกคราบของปูม้า

การทำงานจะใช้กล้องวงจรปิด CCTV ร่วมกับการประมวลผลจากภาพถ่าย โดยติดกล้องวงจรปิดไว้เหนือตะกร้าเลี้ยงปู

ข้อมูลในกล้องวงจรปิดจะส่งสัญญาณภาพไปยังหน่วยความจำและคอมพิวเตอร์ จากนั้นเป็นการวิเคราะห์ข้อมูล ประมวลผลภาพออกมา โดยอาศัยหลักการการเปรียบเทียบเม็ดสีเพียง 2 สี คือสีขาวและสีดำในตะกร้าเลี้ยงปู

เมื่อใดที่ปูเริ่มผลัดกระดอง หน้าจอจะแสดงสัดส่วนของเม็ดสีขาวเพิ่มขึ้น โดยถ้าสัดส่วนเพิ่มขึ้นจนเกินระดับที่ตั้งไว้ โปรแกรมจะแสดงผลไปที่จอภาพพร้อมมีเสียงเตือนเพื่อให้ผู้ที่รับผิดชอบทราบว่ามีการลอกคราบเกิดขึ้นแล้ว

คนเลี้ยงจะเดินไปในตะกร้าปู โดยไม่ต้องคอยนั่งไล่ดูปูทีละตะกร้า

ระบบดังกล่าวอยู่ในระยะการพัฒนาให้รองรับการทำงานให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด จากนั้นจะถ่ายทอดต่อเกษตรกรต่อไป

นี่แหละ การเกษตรคือความหวังของบ้านเมืองเรา ถ้าทำกันจริง ลงไปให้ถึงพื้นฐาน ไม่ว่าจะเจอปัญหาอย่างไรก็ไปรอด

ผิดจากนี้ เห็นทีจะมีแต่ม้วนเสื่อเท่านั้น