posttoday
เห่อแฮน เนีย กับประวัติศาสตร์นางงามเวียดนาม

เห่อแฮน เนีย กับประวัติศาสตร์นางงามเวียดนาม

19 ธันวาคม 2561

โดย ... มรกตวงศ์ ภูมิพลับ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โดย ... มรกตวงศ์ ภูมิพลับ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 ที่ผ่านมา ชาวเวียดนามตื่นเต้นกันมากเมื่อ H’Hen Niê (เห่อแฮน เนีย) ติดท็อป 5 ด้วยบุคลิกลักษณะที่โดดเด่นและการเดินที่สวยสง่าของเธอบนเวที ตลอดจนเรื่องราวชีวิตและทัศนคติของเชิงบวกของเธอ ทำให้เห่อแฮน เนีย ตัวแทนสาวงามเวียดนาม ชาติพันธุ์เอเด (E De) จากจังหวัดดั๊กลัก (Dak Lak) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณที่ราบสูงตอนกลาง (Central Highland) ของประเทศได้รับความสนใจไม่แพ้ผู้ครองตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สจากฟิลิปปินส์

เวทีประกวดสาวงามเวียดนามเกิดครั้งแรกในเวียดนามใต้เมื่อ ค.ศ.1955 ตรงกับสมัยที่ประธานาธิบดีโง ดิ่ญ เสี่ยม (Ngo Dinh Diem) ในยุคสงครามเย็น เวทีนางงามเป็นอำนาจทางด้านวัฒนธรรมของสหรัฐอเมริกา ว่ากันว่า “มงลง” สาวงามชาติใด ก็สะท้อนว่าประเทศนั้นใกล้ชิดอเมริกา เวียดนามใต้ (the Republic of Vietnam) ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญได้ส่งตัวแทนเข้าประกวดไปจนถึงปี 1965 จากนั้นไม่กี่ปีก็หยุดไปเพราะสถานการณ์ทางการเมือง

ในปี 1975 หลังเวียดนามเหนือชนะและรวมประเทศแล้ว การประกวดนางงามกลับมาอีกครั้งเมื่อเวียดนามเปิดประเทศหลังการปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยตั้งแต่ปี 1988 มีการประกวด “มิสเวียดนาม” (Hoa Hau Viet Nam) ทุก 2 ปี โดยผู้ชนะจะเป็นตัวแทนไปประกวด Miss World ในระดับนานาชาติ โดยเวทีสาวงามเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจในการเข้าสู่เวทีสากลของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เป็นหนึ่งในการแสดงออกถึงความเป็นสากลเพื่อให้รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ได้รับการยอมรับ

ส่วนเวทีประกวดมิสยูนิเวิร์สเวียดนาม (Hoa hau Hoan vu Viet Nam) จัดครั้งแรกในปี 2004 ผู้ได้ตำแหน่งได้แก่ หว่าง แข็ญ หง็อก (Hoang Khanh Ngoc) และยังคงจัดอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าคนรุ่นเก่าจะไม่สนับสนุนลูกสาวให้เอาดีทางเวทีเหล่านี้ แต่ปัจจุบันการประกวดนางงามในเวียดนามกลับได้รับความนิยมมากขึ้น มีหลากหลายเวที เช่น มิสเวียดนาม มิสเวิลด์เวียดนาม มิสเอิร์ธเวียดนาม เวทีเหล่านี้เชื่อมกับการเข้าสู่วงการบันเทิงและการเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคม นอกจากนี้ยังมีเวที Miss World Vietnameseรวมสาวงามเชื้อสายเวียดทั้งในและต่างประเทศมาประกวดเพื่อสร้างสัมพันธ์ในหมู่ชาวเวียดนามโพ้นทะเล นอกจากนี้การ

เติบโตของแวดวงสาวงามของเวียดนามยังการันตีด้วยตำแหน่ง Miss Earth 2018 ที่เหงวียน เฟือง แข็ญ (Nguyen Phuong Khanh) เพิ่งเอาชนะตัวแทนสาวงามทั่วโลกเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน

บนเวทีมิสยูนิเวิร์ส เวียดนามทำได้ดีที่สุดคือรอบ 15 คนสุดท้ายในปี 2008 ดังนั้น การที่เห่อแฮน เนียติดท็อป 5 คือการสร้างประวัติศาสตร์ กรณีนี้คือผลจากการทำงานหนักของกองประกวดเวียดนามที่ได้ตัวแทนซึ่งแสดงความหลากหลายเชื้อชาติ/ชาติพันธุ์ การให้ความสำคัญกับผู้หญิงที่ขับเคลื่อนสังคม การเตรียมบุคลิกภาพ การแต่งหน้าและเครื่องแต่งกายที่ลงตัว ที่สำคัญคือทัศนคติของตัวแทนที่แสดงให้เห็นความเรียบง่าย มุมานะ พยายามปรับตัวและเรียนรู้จนได้รับเสียงชื่นชมจำนวนมาก

เพราะเห่อแฮน เนีย เกิดในครอบครัวเกษตรกรยากจน เธอเป็นลูกคนที่ 3 จากพี่น้องทั้งหมด 6 คน เป็นสาวงามเวียดนามคนแรกที่มาจากกลุ่มชาติพันธุ์ทำงานในไร่กาแฟตั้งแต่เด็ก เธอปฏิเสธการแต่งงานตามธรรมเนียมชาติพันธุ์เอเดที่ให้แต่งเมื่ออายุ 14 ปี และส่งเสียตัวเองจนเรียนจบด้านธุรกิจการเงิน เธอยังทำงานเป็นแม่บ้านและส่งเงินให้ทางบ้าน จากนั้นเข้าวงการจากการชนะประกวดนางแบบ Vietnam’s Next Top Model ในปี 2015 ก่อนจะได้มงกุฎมิสยูนิเวิร์สเวียดนาม 2017

เมื่อได้เป็นมิสยูนิเวิร์สเวียดนาม เธอแบ่งเงินรางวัลร้อยละ 70 เป็นทุนการศึกษาให้เด็กในบ้านเกิด สร้างห้องสมุดให้ชุมชน ทำโครงการช่วยเหลือผู้ป่วย HIV ในการตอบคำถามบนเวทีมิสยูนิเวิร์ส 2018 รอบ 5 คนสุดท้าย เธอตอบคำถามเรื่องปรากฏการณ์ #metoo ว่าการปกป้องผู้หญิงจากความรุนแรงทางเพศเป็นสิทธิที่สำคัญ มนุษย์เราจำเป็นต้องได้รับการปกป้องและได้รับเสรีภาพในชีวิต

ในยุคของเห่อแฮน เนีย เวทีประกวดสาวงาม กลายเป็นความฝันของวัยรุ่นเวียดนาม เป็นหนทางในการพัฒนาตนเอง เป็นโอกาสของชื่อเสียงและถือเป็นความสำเร็จแบบหนึ่งในชีวิต

 

ภาพ: H’Hen Niê ในชุด Banh Mi

 เครดิตภาพ: https://vtv.vn/chuyen-dong-24h/

 

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่