
ข้อห้ามเยาวชน
กฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา ว่าด้วย ก่อเหตุทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกายผู้อื่น รวมกลุ่ม มั่วสุม
โดย..กาคาบข่าว
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์ร่างกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา (ฉบับที่…) พ.ศ. … ซึ่งตามความเดิมมีคำอธิบายเรื่องที่มาของร่างดังกล่าวว่า มีที่มาจากการแก้ไขสาระกฎกระทรวงเดิม โดยยกเลิกความใน (6) (7) และ (9)
ทั้งนี้ สิ่งที่แก้เพิ่มเติมนั้น (6) ว่าด้วย ก่อเหตุทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกายผู้อื่น รวมกลุ่ม มั่วสุม เตรียมการ หรือกระทำการใดๆ อันน่าจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยหรือขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน (7) แสดงพฤติกรรมทางชู้สาวอันไม่เหมาะสมหรือการลามกอนาจาร (9) ออกนอกสถานที่พักเพื่อเที่ยวเตร่หรือรวมกลุ่มอันเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น
หากอธิบายตามเจตนาของร่างใหม่ที่ผู้ใหญ่ของ ศธ.ออกมาบอกไว้ ก็คือ (6) เพิ่มข้อห้ามรวมกลุ่ม มั่วสุมที่ก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบหรือขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งเน้นที่เยาวชนรวมกลุ่มซิ่งจักรยานยนต์หรือที่เรียกกันว่าเด็กแว้น และกรณีที่ยกพวกตีกัน (7) ได้ก้าวเข้าไปห้ามไม่จำกัดสถานที่ เพิ่มเติมเรื่องห้ามกระทำการลามกอนาจาร เพื่อครอบคลุมไปถึงโลกออนไลน์ ทั้งกรณีโพสต์ภาพหวิว หรือไลฟ์สดของเยาวชน และ (9) ห้ามมั่วสุมเฉพาะเวลากลางคืน เปลี่ยนเป็นห้ามไม่จำกัดเวลา
กฎเหล็กที่ออกมานั้น ในภาพรวมก็เหมือนจะเป็นเรื่องที่ดี เพราะผู้ใหญ่ทั่วโลกต่างทราบดีว่า เด็กและเยาวชนกำลังเผชิญหน้ากับโลกยุคใหม่ ซึ่งเดิมผู้ใหญ่ทั้งหลายต้องสำนึกอยู่เสมอว่า เด็กทั้งหลายนั้นมีเสรีภาพในการเรียนรู้ต่างๆ ตามความเหมาะสมของแต่ละช่วงวัย หน้าที่สำคัญของผู้ใหญ่ ก็คือ ทำทุกวิถีทางให้พวกเขาปลอดภัยจากความอยากรู้อยากเห็นเพื่อในอนาคตพวกเขาจะได้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ
แน่นอน ความสำนึกในเรื่องนี้ ทำให้ต้องตั้งคำถามไปถึงผู้ใหญ่ทั้งหลายที่รับผิดชอบเรื่องนี้ว่า นอกจากการห้ามแล้วได้จัดเตรียมพื้นที่หรือกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ต่างๆ ที่เปิดช่องให้เด็กๆ และเยาวชนเข้าไปมีส่วนร่วมแค่ไหนอย่างไร
พื้นที่สร้างสรรค์ที่ได้จัดเตรียมไว้ เช่น ห้องสมุดมีหนังสืออะไรบ้างที่เตรียมไว้ให้เด็กๆ อ่าน บางทีอาจจะต้องละเอียดลออในเรื่องนี้ กระทั่งหนังสือนั้นๆ ต้องมีพลังพอที่จะดึงดูดให้เด็กๆ เริ่มบ่มเพาะนิสัยรักการอ่านได้เลย อย่าสักแต่ทุ่มงบประมาณลงไปโดยไม่คำนึงถึงเรื่องนี้ เพราะเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ซึ่งทราบเรื่องนี้ดี ย่อมทราบด้วยว่าจะมีผลอะไรตามมา
ขณะเดียวกัน ก็ต้องทวงถามว่า สถานที่ให้ความรู้หรือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์นั้นปัจจุบันมีเพียงพอหรือไม่ หากยกตัวอย่างเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ก็ยิ่งชัดว่าเรื่องนี้มีปัญหาอื่นทับซ้อนอยู่ นั่นก็คือ
สถานที่ในแบบที่กล่าวมา มักจะตั้งอยู่ในจุดสำคัญๆ ของเมืองชั้นใน แทบทุกจุด ล้วนแต่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีปัญหาจราจร รถติด
ยังไม่นับกรณีที่ต้องยอมรับว่า แทบทุกพื้นที่สำคัญที่มีคนหนาแน่น ในกรุงเทพฯ ต่างถูกเนรมิตเป็นห้างสรรพสินค้าไปหมดแล้ว ก็ยังดีที่ห้างร้านเหล่านั้นยังมีสำนึกถึงเยาวชนและจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ให้พวกเขาเข้าไปมีส่วนร่วมอยู่บ้าง แต่ก็นั่นแหละครับ เด็กที่เข้าถึงกิจกรรมในห้างก็เป็นเด็กเพียงบางกลุ่ม ยังมีกลุ่มอื่นๆ ที่ขาดทุนทรัพย์ นั่งไถโทรศัพท์ท่องโลกส่วนตัวอยู่กันตามมุมมืดอีกมากมาย
แน่นอนที่สุด การแก้ปัญหาเยาวชน เป็นงานที่ไม่มีวันจบลงเพียงแค่การออกระเบียบห้าม ตั้งหน่วยงานขึ้นมาจับตาเด็กทุกฝีก้าว หรือสร้างกลไกขึ้นมาจับผิดเท่านั้น เพราะการทำเช่นนั้น นอกจากอาจจะกลายเป็นการสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดระแวงแล้วยังอาจจะกลายเป็นการทำลายโอกาสในการเข้าถึงปัญหาที่เด็กกำลังเผชิญอยู่จริงๆ ทำลายโอกาส สร้างความเข้าใจพวกเขาไปอย่างน่าเสียดาย







