posttoday
สงครามการค้าเหล็ก? นัยต่อไทย(1)

สงครามการค้าเหล็ก? นัยต่อไทย(1)

08 มิถุนายน 2561

โดย...รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษา การค้าระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

โดย...รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช   ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษา การค้าระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

วันศุกร์นี้ผมตั้งใจจะเขียน เรื่อง "ไม้กฤษณาอาเซียน" แต่บังเอิญ เรื่อง "เหล็กและอะลูมิเนียม"  กลายเป็นประเด็นทางการค้าหลักของโลกขณะนี้ และอาจจะนำไปสู่ "สงครามทางการค้า" ซึ่งจำเป็นเหลือเกินที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด นับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald  Trump) รับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2560 ผมได้วิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ 2 เรื่อง คือ 1.ผลกระทบการจัดเก็บภาษีนำเข้าจีน 45% ตามคำสั่ง "คำสั่งพิเศษ (Executive Order) เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2560" และ 2. ผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐ-จีนต่อประเทศไทย จากสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียมและสินค้าอื่นๆ ที่จะเรียกเก็บอากรนำเข้าจากทั่วโลกในอัตรา 25% และ 10% ตามลำดับ

ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศเมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2561 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2561 ภายใต้มาตรา 232 ของกฎหมายการค้า 1962 (Trade Expansion Act 1962) ที่ให้อำนาจกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ (วิลเบอร์ รอลส์ ซึ่งเคยเป็นนักธุรกิจเหล็กมาก่อน) ตรวจสอบสินค้าที่นำเข้ามาที่มีผลต่อความมั่นคง แล้วรายงานให้ประธานาธิบดีทราบ เพื่อออกเป็นนโยบายในการตอบโต้ทางการค้ากับทุกประเทศคู่ค้า

การดำเนินดังกล่าวเป็นไปตามรายงาน "The Effect of Imports of Steel on the National Security" โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ที่ออกมาเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2561 โดยจีนเป็นกลุ่มประเทศแรกๆ ที่ถูกบังคับใช้จากมาตรการดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 31 พ.ค. 2561 สหรัฐได้ออกประกาศว่าเก็บภาษีดังกล่าวให้มีผลบังคับใช้กับสหภาพยุโรป แคนาดา และเม็กซิโก (มีผลวันที่ 1 มิ.ย. 2561) แต่ ยกเว้นถาวรให้กับออสเตรเลีย อาร์เจนตินา และบราซิล (Permanent Exemptions) เพื่อแลกเปลี่ยนความร่วมมือทางทหารและสัมปทานเศรษฐกิจ

ที่มาที่ไปของเรื่องนี้เกิดมาจากช่วงปี 2559 ที่มีการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ผู้สมัคร โดนัลด์ ทรัมป์ หาเสียงว่า "เราจะผลักดันให้อุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียมกลับไปเป็นกระดูกสันหลังของประเทศเรา (We are going to put American steel and aluminum back into the backbone of our country)"หาก "ข้าวและยางพารา" เป็นกระดูกสันหลังของไทย "อุตสาหกรรมเหล็กของอเมริกา" ก็เป็นกระดูกสันหลังและเศรษฐกิจหลักของเขาเช่นกัน ก็ต้องเข้าใจสหรัฐเหมือนกันว่าอุตสาหกรรมเหล็กในปี 2483 มีศักยภาพการผลิตเหล็กของสหรัฐ (วัดจากส่วนแบ่งการผลิตในตลาดโลก) อยู่ที่ 70% ของโลก จ้างงาน 7 แสนคน แต่ปัจจุบันศักยภาพการผลิตเหลือ 5% ของโลก จ้างงาน 8.3 หมื่น-1.4 แสนคน ปี 2559 (อะลูมิเนียมผลิต 60% ของโลก ปัจจุบันเหลือ 3% ของโลก)

ปัจจุบันถือได้ว่าภาษีนำเข้าสินค้าทั่วไปสหรัฐต่ำมากโดยเฉลี่ยเก็บที่ 1.6% และเรื่องเหล็กก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่สหรัฐเก็บภาษี อดีตประธานาธิบดีสหรัฐที่ผ่านมา มีการคุ้มครองอุตสาหกรรมเหล็กภายในสหรัฐมาอย่างยาวนาน ขอไล่เรียงตั้งแต่อดีตประธานาธิบดี เจอรัลด์ ฟอร์ด (Gerald Ford) และริชาร์ด นิกสัน (Ricard Nixon) เป็นต้น ได้ออกนโยบายจำกัดการนำเข้าเหล็กไม่เกินปีละ 5.7 ล้านตัน ต่อมาอดีตประธานาธิบดี จิมมี่ คาร์เตอร์ กำหนดราคาขั้นต่ำหรือที่เรียกว่า "Trigger Price Mechanism : TPM" กำหนดราคาอ้างอิง (Reference Price) ไว้ที่ 5% + 8% (กำไร) + ค่าขนส่ง ถ้าราคาเหล็กนำเข้าต่ำกว่าราคาอ้างอิงเหล็กของสหรัฐ เหล็กของประเทศนั้นจะถูกเก็บภาษีนำเข้า สมัยอดีตประธานาธิบดีบุช ได้ใช้มาตรา 201 ที่ให้อำนาจคณะกรรมการค้าระหว่างประเทศ (International Trade Committee) เข้าไปตรวจสอบโรงงานและคนงานที่ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าที่กระทบต่อเศรษฐกิจภายในสหรัฐ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ได้รับอนุญาตจาก GATT มาตรา 19 หรือ : XIX  ภายใต้กฎหมาย "US Trade Act 1974" บุชเก็บภาษีเหล็กช่วง 8 ถึง 30% ในปี 2545 (บุชออกประกาศเมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2545 และจะเก็บภาษีเป็นระยะ 3 ปี) อ้างว่าเหล็กที่เข้ามาทำลายและผลเสียต่ออุตสาหกรรมเหล็กของสหรัฐ

แต่แล้วการเก็บภาษีดังกล่าวก็ต้องจบลงภายใน 20 เดือน (ในปี 2546) เพราะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาเหล็กสูงขึ้นเกิดการจ้างงานลดลง (Dr.Joseph Francois และ Laura M.Baughman วันที่ 4 ก.พ. 2546 การเก็บภาษีนำเข้าเหล็กของบุชทำให้การจ้างงานสหรัฐลดลง 2 แสนคน และการจ้างงานในอุตสาหกรรมเหล็กลดลง 5 หมื่นคน ราคาเหล็กเพิ่มขึ้น 10% ราคารถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และบ้านเพิ่มขึ้นอีกเช่นกัน) รวมทั้งจีน บราซิล ยุโรป และเกาหลีก็ได้ฟ้อง WTO และตัดสินว่าไม่ถูกต้อง ทำให้สหรัฐต้องยกเลิกภาษีนำเข้าเหล็กในที่สุด (ต่อฉบับหน้าครับ)

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่