
สงครามการค้าเหล็ก? นัยต่อไทย(1)
โดย...รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษา การค้าระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
โดย...รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษา การค้าระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
วันศุกร์นี้ผมตั้งใจจะเขียน เรื่อง "ไม้กฤษณาอาเซียน" แต่บังเอิญ เรื่อง "เหล็กและอะลูมิเนียม" กลายเป็นประเด็นทางการค้าหลักของโลกขณะนี้ และอาจจะนำไปสู่ "สงครามทางการค้า" ซึ่งจำเป็นเหลือเกินที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด นับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) รับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2560 ผมได้วิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ 2 เรื่อง คือ 1.ผลกระทบการจัดเก็บภาษีนำเข้าจีน 45% ตามคำสั่ง "คำสั่งพิเศษ (Executive Order) เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2560" และ 2. ผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐ-จีนต่อประเทศไทย จากสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียมและสินค้าอื่นๆ ที่จะเรียกเก็บอากรนำเข้าจากทั่วโลกในอัตรา 25% และ 10% ตามลำดับ
ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศเมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2561 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2561 ภายใต้มาตรา 232 ของกฎหมายการค้า 1962 (Trade Expansion Act 1962) ที่ให้อำนาจกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ (วิลเบอร์ รอลส์ ซึ่งเคยเป็นนักธุรกิจเหล็กมาก่อน) ตรวจสอบสินค้าที่นำเข้ามาที่มีผลต่อความมั่นคง แล้วรายงานให้ประธานาธิบดีทราบ เพื่อออกเป็นนโยบายในการตอบโต้ทางการค้ากับทุกประเทศคู่ค้า
การดำเนินดังกล่าวเป็นไปตามรายงาน "The Effect of Imports of Steel on the National Security" โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ที่ออกมาเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2561 โดยจีนเป็นกลุ่มประเทศแรกๆ ที่ถูกบังคับใช้จากมาตรการดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 31 พ.ค. 2561 สหรัฐได้ออกประกาศว่าเก็บภาษีดังกล่าวให้มีผลบังคับใช้กับสหภาพยุโรป แคนาดา และเม็กซิโก (มีผลวันที่ 1 มิ.ย. 2561) แต่ ยกเว้นถาวรให้กับออสเตรเลีย อาร์เจนตินา และบราซิล (Permanent Exemptions) เพื่อแลกเปลี่ยนความร่วมมือทางทหารและสัมปทานเศรษฐกิจ
ที่มาที่ไปของเรื่องนี้เกิดมาจากช่วงปี 2559 ที่มีการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ผู้สมัคร โดนัลด์ ทรัมป์ หาเสียงว่า "เราจะผลักดันให้อุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียมกลับไปเป็นกระดูกสันหลังของประเทศเรา (We are going to put American steel and aluminum back into the backbone of our country)"หาก "ข้าวและยางพารา" เป็นกระดูกสันหลังของไทย "อุตสาหกรรมเหล็กของอเมริกา" ก็เป็นกระดูกสันหลังและเศรษฐกิจหลักของเขาเช่นกัน ก็ต้องเข้าใจสหรัฐเหมือนกันว่าอุตสาหกรรมเหล็กในปี 2483 มีศักยภาพการผลิตเหล็กของสหรัฐ (วัดจากส่วนแบ่งการผลิตในตลาดโลก) อยู่ที่ 70% ของโลก จ้างงาน 7 แสนคน แต่ปัจจุบันศักยภาพการผลิตเหลือ 5% ของโลก จ้างงาน 8.3 หมื่น-1.4 แสนคน ปี 2559 (อะลูมิเนียมผลิต 60% ของโลก ปัจจุบันเหลือ 3% ของโลก)
ปัจจุบันถือได้ว่าภาษีนำเข้าสินค้าทั่วไปสหรัฐต่ำมากโดยเฉลี่ยเก็บที่ 1.6% และเรื่องเหล็กก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่สหรัฐเก็บภาษี อดีตประธานาธิบดีสหรัฐที่ผ่านมา มีการคุ้มครองอุตสาหกรรมเหล็กภายในสหรัฐมาอย่างยาวนาน ขอไล่เรียงตั้งแต่อดีตประธานาธิบดี เจอรัลด์ ฟอร์ด (Gerald Ford) และริชาร์ด นิกสัน (Ricard Nixon) เป็นต้น ได้ออกนโยบายจำกัดการนำเข้าเหล็กไม่เกินปีละ 5.7 ล้านตัน ต่อมาอดีตประธานาธิบดี จิมมี่ คาร์เตอร์ กำหนดราคาขั้นต่ำหรือที่เรียกว่า "Trigger Price Mechanism : TPM" กำหนดราคาอ้างอิง (Reference Price) ไว้ที่ 5% + 8% (กำไร) + ค่าขนส่ง ถ้าราคาเหล็กนำเข้าต่ำกว่าราคาอ้างอิงเหล็กของสหรัฐ เหล็กของประเทศนั้นจะถูกเก็บภาษีนำเข้า สมัยอดีตประธานาธิบดีบุช ได้ใช้มาตรา 201 ที่ให้อำนาจคณะกรรมการค้าระหว่างประเทศ (International Trade Committee) เข้าไปตรวจสอบโรงงานและคนงานที่ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าที่กระทบต่อเศรษฐกิจภายในสหรัฐ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ได้รับอนุญาตจาก GATT มาตรา 19 หรือ : XIX ภายใต้กฎหมาย "US Trade Act 1974" บุชเก็บภาษีเหล็กช่วง 8 ถึง 30% ในปี 2545 (บุชออกประกาศเมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2545 และจะเก็บภาษีเป็นระยะ 3 ปี) อ้างว่าเหล็กที่เข้ามาทำลายและผลเสียต่ออุตสาหกรรมเหล็กของสหรัฐ
แต่แล้วการเก็บภาษีดังกล่าวก็ต้องจบลงภายใน 20 เดือน (ในปี 2546) เพราะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาเหล็กสูงขึ้นเกิดการจ้างงานลดลง (Dr.Joseph Francois และ Laura M.Baughman วันที่ 4 ก.พ. 2546 การเก็บภาษีนำเข้าเหล็กของบุชทำให้การจ้างงานสหรัฐลดลง 2 แสนคน และการจ้างงานในอุตสาหกรรมเหล็กลดลง 5 หมื่นคน ราคาเหล็กเพิ่มขึ้น 10% ราคารถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และบ้านเพิ่มขึ้นอีกเช่นกัน) รวมทั้งจีน บราซิล ยุโรป และเกาหลีก็ได้ฟ้อง WTO และตัดสินว่าไม่ถูกต้อง ทำให้สหรัฐต้องยกเลิกภาษีนำเข้าเหล็กในที่สุด (ต่อฉบับหน้าครับ)







