posttoday
จ่าซือ (Tra' SU' Cajuput Forest) และ “อานซาง” (An Giang)

จ่าซือ (Tra' SU' Cajuput Forest) และ “อานซาง” (An Giang)

09 พฤษภาคม 2561

โดย...มรกตวงศ์ ภูมิพลับ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โดย...มรกตวงศ์ ภูมิพลับ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงได้ชื่อว่าเป็น “ชามข้าว (rice bowl)” ของเวียดนามด้วยความอุดมสมบูรณ์ของดินปากแม่น้ำโขงที่ทำให้สามารถทำนาได้ปีละ 3 ครั้ง และปลูกพืชผักผลไม้ได้สารพัดชนิด พื้นที่นี้ยังมีคนหลายกลุ่มอาศัยอยู่ร่วมกันจำนวนมาก คือ เวียดนาม จีน กัมพูชา และจาม นับถือศาสนาต่างกัน 11 ศาสนา

จังหวัดอานซาง (เรียกตามสำเนียงภาษาเวียดนามภาคใต้คือ “อานยาง”) อยู่บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันตกของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ เป็นพื้นที่ที่กำลังจะถูกดึงศักยภาพการท่องเที่ยวออกมา หลังจากจังหวัดใกล้เคียงอย่าง เกียนซางและนครเกิ่นเทอได้ทำไปก่อนแล้วและประสบความสำเร็จ ตามสถิติของทางการ ในปี 2017 มีนักท่องเที่ยวมาอานซาง 7.3 ล้านคน ส่วนมากเป็นคนเวียดนามเอง มีเพียง 75,000 เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ

เมื่อต้นปี 2018 ที่ผ่านมา ทางจังหวัดเพิ่งเป็นเจ้าภาพรับรองการประชุมวิชาการนานาชาติเกี่ยวกับ การพัฒนา การท่องเที่ยวและความยั่งยืน “Touring Vietnam: Exploring Development, Tourism and Sustainability from Multi-Disciplinary and Multi-Directional Perspectives” ระดมผู้เชี่ยวชาญเข้ามาวางแผนการท่องเที่ยวโดยจะดึงจุดแข็งทางด้านวัฒนธรรมและทรัพยากรขึ้นมาใช้

ด้านหนึ่งที่ได้รับการกล่าวถึงมากคือการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ยังเป็น “unseen” ของที่นี่ เช่น ป่าชายเลนจ่าซือ (Tra' SU' Cajuput Forest) ที่เต็มไปด้วยต้นเสม็ดขาว (Cajuput) แหล่งผลิตน้ำมันหอมระเหย ผลิตภัณฑ์สำคัญของอานซาง ป่าที่ว่านี้อยู่ในเขตติ่งห์เบียนห่างจากเมืองเจิวด๊ก จังหวัดอานซาง 17 กิโลเมตร และห่างจากชายแดนเวียดนาม-กัมพูชาเพียง 10 กิโลเมตร ในช่วงสงครามเวียดนามที่กินเวลายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ จ่าซือได้รับความเสียหายจากลูกระเบิด ผู้คนอพยพออกไปหมดเพราะเป็นพื้นที่สู้รบ หลังสงครามในปี 1983 จึงเริ่มมีการอนุรักษ์ป่าแห่งนี้ ตัดแบ่งพื้นที่เป็น เขตจับปลา เขตสงวนพันธุ์สัตว์ (มีนกหายากกว่า 70 ชนิด) ที่เปิดรับนักท่องเที่ยว เขตสุดท้ายคือที่อยู่ของค้างคาว

การไปชมจ่าซื้อแบบใกล้ชิดทำได้ทางเดียวคือนั่งเรือ โดยเรือจะพานักท่องเที่ยวผ่านบึงที่เต็มไปด้วยดอกบัวสีขาวและชมพู อุโมงค์ต้นไม้ ระหว่างทางยังจะเห็นนกนานาชนิด และมีหอคอยสำหรับชมพื้นที่ในมุมสูง ที่นี่เข้าชมได้เกือบทั้งปียกเว้นในฤดูฝนซึ่งระดับน้ำจะสูง ​

​รัฐบาลเวียดนามทราบดีว่ามีพื้นที่แบบนี้อีกหลายแห่งที่ยังไม่ได้เผยตัวสู่สายตานักท่องเที่ยว ทว่าอุปสรรคใหญ่ของการท่องเที่ยวในเวียดนามในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือ โครงสร้างพื้นฐาน การจัดการ การบริการ ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากไปเวียดนาม “เพียงครั้งเดียว”

​แก้ไม่ง่าย ทว่า หากแก้ได้ เวียดนามเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวอย่างแน่นอน

เครดิตภาพ: สุเจน กรรพฤทธิ์

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่