
สมดุลการเมือง
เริ่มเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์บ้างแล้ว สำหรับทิศทางการเมืองไทยต่อจากนี้ หลังหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.
โดย...ทองพระราม
เริ่มเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์บ้างแล้ว สำหรับทิศทางการเมืองไทยต่อจากนี้ หลังหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ขยายกรอบเวลาดำเนินการตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ให้สามารถดำเนินงานธุรการ
โดยเฉพาะมีผลต่อพรรคการเมืองที่กำลังจะจัดตั้งขึ้นมาใหม่ เพื่อรองรับการเลือกตั้งที่จะมาถึงตามโรดแมปของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้
ทำให้บรรยากาศทางการเมืองดูจะผ่อนคลายลง โดยเฉพาะพรรคการเมืองน้องใหม่ที่อยากออกมาโลดแล่นบนเส้นทางการบริหารประเทศได้ครึกครื้นกับเทศกาลปีใหม่ ซึ่งกำลังจะมาถึง
นับว่าเป็นข่าวดีช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่อันใกล้เข้ามาทุกขณะ ทว่าประเด็นดังกล่าวส่งผลให้พรรคการเมืองกำลังจดจ่อตั้งพรรคได้ออกตัวก่อน ต่างจากพรรคการเมืองเก่า
ซึ่งต้องรอให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีผลบังคับใช้ช่วง 150 วัน ก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง แม้จะมองในมุมเชิงความได้เปรียบก็คงไม่ต้องเอ่ย
เนื่องจากพรรคการเมืองที่จัดตั้งกันก่อนหน้านี้เป็นที่รู้จักของประชาชนกันอย่างไม่ลงแรงนัก หากให้เทียบกับพรรคการเมืองน้องใหม่ ซึ่งต้องทำตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนด
เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็นับว่าแฟร์อยู่ที่ให้พรรคการเมืองโนเนมได้ออกตัววิ่งก่อน แต่เมื่อนับจากเวลา 150 วันก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้พรรคการเมืองดั้งเดิมทำงานธุรการ
ภาพรวมแล้วดูเหมือนทำการเมืองเก่าต้องเร่งรีบในการดำเนินการ เห็นได้จากเสียงสะท้อนของนักการเมืองรุ่นลายคราม อย่าง "นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ" รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
"หากไปปลดล็อกช่วงประกาศใช้กฎหมายเลือกตั้ง สส. งานจะไป อัดแน่นอยู่ในช่วง 150 วันก่อนเลือกตั้ง ซึ่งน่าจะไม่ทัน จึงคิดว่าไม่น่าจะทำไพรมารีโหวต โดยอาจจะไปเขียนไว้ในบทเฉพาะกาลในกฎหมาย เลือกตั้ง สส. ว่า การเลือกตั้งครั้งแรกไม่ต้องทำไพรมารีโหวต
ที่ผ่านมาในพรรคการเมืองใครที่เป็นนายทุนพรรคมาสมัครในบัญชีรายชื่อก็จะได้อยู่ในระดับต้นๆ แต่มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม เป็นพรรคของประชาชน โดยการทำไพรมารีโหวต ซึ่งเขาร่างกันมาเอง แต่จะกลับไปที่เดิมก็เหมือนการถอยหลัง"
หากพิจารณาตามนักการเมืองมากประสบการณ์ได้วิเคราะห์ ก็ไม่ต่างกับทำให้การเมืองไทย "ย่ำอยู่กับที่" เพราะสร้างเงื่อนไขบางประการให้ส่งผลเอื้อต่อบางสิ่ง
ดังนั้น เมื่อรัฐเป็นผู้กุมอำนาจและเมื่อเกิดเสียงสะท้อนเช่นนี้ ก็ควรกลับไปทบทวนว่าจะทำให้การเมืองไม่ถูกข้อครหา ว่าเอื้อประโยชน์ทางการเมืองให้กับใครบางกลุ่ม บางพวก บางฝ่าย
เพราะเป็นสิ่งที่รัฐได้ประกาศจะทำการเมืองไทยเป็น "น้ำดี" ไม่ให้เป็น "น้ำเน่า" เหมือนอย่างที่ผ่านๆ มา จึงสมควร ใคร่ครวญ ทบทวน เพื่อสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้น
ไม่ให้เป็น "ขี้ปาก" ของใครในภายภาคหน้าว่าสิ่งที่ทำนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากการเมืองที่กำลังบอกใครต่อใครว่านั่นคือน้ำเน่า แต่กลับเป็นเสียเองอย่างไม่แตกต่าง
สิ่งที่กำลังทำของรัฐบาลเวลานี้ คงเป็นทางออกอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่ทำเพื่อหวังสิ่งอื่นใด ตามที่ลั่นสัญญาประชาคมไว้ หากเป็นอื่นแล้ว แรงกระเพื่อมอาจหนักกว่าแน่นอน







