posttoday
เงินไม่เข้า

เงินไม่เข้า

06 มิถุนายน 2560

โดย...ประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย

โดย...ประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย

การแข็งค่าของเงินบาทในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึง 34 บาท/เหรียญสหรัฐ ยังไม่ใช่กระแสเงินไหลเข้าผิดปกติ โดยการแข็งค่าของบาทกว่า 1.87% ภายใน 2 สัปดาห์ถือว่าสอดคล้องกับการอ่อนค่าของ US Dollar Index 1.82% และยังน้อยกว่าสกุลยูโรที่แข็งค่า 2.83%

ทั้งนี้ แม้ว่าบาทจะแข็งมากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค แต่ก็เป็นเพราะบาทถูกมองเป็นหลุมหลบภัย ซึ่งทำให้ได้รับความนิยมในการที่ต่างชาติจะเอาเงินมาพักในยามที่ตลาดขาดความชัดเจน (แต่ยังน้อยกว่าสกุลเงินเยนที่เป็นตลาดใหญ่ของเอเชีย ซึ่งจะเห็นได้จาก 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเงินเยนแข็งค่ากว่า 2.20% ถือว่ามากที่สุดในภูมิภาค)

อย่างไรก็ตาม กระแสเงินทุนที่ไหลเข้ามายังไทยในปัจจุบัน มุ่งเน้นเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้อย่างชัดเจน โดยนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาซื้อสุทธิในตราสารหนี้เดือน พ.ค. 2560 กว่า 4.02 หมื่นล้านบาท (เกิดจากการเข้าซื้อตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค.-ปัจจุบัน 2.42 หมื่นล้านบาท) จากที่ซื้อตั้งแต่ต้นปี 1.42 แสนล้านบาท โดยเป็นการเข้าซื้อตราสารหนี้ระยะยาวในเดือน พ.ค. จำนวน 2.35 หมื่นล้าน และตั้งแต่ต้นปี จำนวน 9.50 หมื่นล้านบาท ส่วนในตลาดทุนนักลงทุนต่างประเทศเข้าซื้อสุทธิในเดือน พ.ค. 2560 จำนวน 754 ล้านบาท และซื้อตั้งแต่ต้นปีเพียง 8,850 ล้านบาท หากตัดธุรกรรมซื้อขายรายการใหญ่ (บิ๊กล็อต) ทั้งจากบริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) และบริษัท เบอร์ลี่ยุคเกอร์ (BJC) ออกจะทำให้เดือน พ.ค.กลายเป็นขายสุทธิ 1,680 ล้านบาท และตั้งแต่ต้นปีขายสุทธิ 530 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของนักลงทุนต่างประเทศ แม้จะเป็นรูปแบบเงินไหลเข้า แต่ชัดเจนมากว่าเงินไหลข้ามตลาดทุน (SET) และไปเข้าแต่ตราสารหนี้ ซึ่งทำให้ SET ยังอยู่ในสภาพเดิม คือ ขาดเม็ดเงินใหม่ ทำให้ตลาดยังคงถูกหล่อเลี้ยงด้วยสภาพคล่องในประเทศเพียงอย่างเดียวต่อไปตามเดิมเหมือนอย่างช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ SET อยู่ในสภาพขาดเม็ดเงินใหม่ ขับเคลื่อนชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับที่นำเสนอมาโดยตลอด ตลาดถูกหล่อเลี้ยงจากเงินลงทุนหมุนเวียนในประเทศเท่านั้น และด้วยเงินลงทุนในประเทศที่มีจำกัดจึงทำให้ SET ไม่ปรับเพิ่มขึ้นไปไกลกว่าเป้าหมายสิ้นปี 2560 ที่วางไว้ 1,570 จุด แม้จะมีบางช่วงเวลาที่ขึ้นไปเกิน แต่ก็ไม่สามารถยืนได้นาน สุดท้ายก็วนเวียนอยู่ใต้เป้าหมายอย่างที่ได้เห็นใน 5 เดือนที่ผ่านมา

มองการเคลื่อนไหวของ SET ในเดือน มิ.ย. 2560 แม้จะไม่มีปัจจัยลบมากดดันหนัก แต่ก็ไม่ได้มีประเด็นบวกแรงๆ ที่จะมาขับเคลื่อนตลาดได้ เงินบาทอาจยังอยู่ในระดับแข็งค่าที่สุดในรอบ 2 ปี แถว 34 บาท/เหรียญสหรัฐ นักลงทุนต่างประเทศเข้าซื้อสุทธิแค่ในตราสารหนี้ (ตั้งแต่ต้นปีขนเงินเข้ามา 1.42 แสนล้านบาท) ส่วนตลาดทุน (SET) ตั้งแต่ต้นปี หากไม่นับรายการบิ๊กล็อตที่สำคัญ ต่างชาติขายสุทธิ 2,000 ล้านบาท

ภายใต้สภาวะข้างต้น กลุ่มหุ้นใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มที่สามารถปรับตัวขึ้นเหนือตลาด ซึ่งจะเห็นได้จากต้นปี SET50 สามารถให้ผลตอบแทนเป็นบวก 2.38% มากกว่า SET ที่ให้ผลตอบแทน 1.31% (กลุ่ม Non SET50 ให้ผลตอบแทน 1.83%) และที่ชัดมาก คือ มากกว่าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ที่ให้ผลตอบแทนติดลบ 7.6% ที่น่าสังเกตุ คือ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยปี 2560 ของ SET50 จะอยู่ที่ 2.54 หมื่นล้านบาท/วัน ลดลงจากปี 2559 ที่ 3.10 หมื่นล้านบาท/วัน

แต่มูลค่าการซื้อขายของกลุ่มหุ้น Non SET50 เฉลี่ยปี 2560 อยู่ที่ 1.90 หมื่นล้านบาท/วัน ใกล้เคียงปี 2559 ที่ 2 หมื่นล้านบาท/วัน เช่นเดียวกับ maiมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ 2,380 ล้านบาท/วัน มากกว่าปีที่แล้วที่ 2,280 ล้านบาท/วัน

ภาพที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าเม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่ในประเทศเน้นไปที่การซื้อขายหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ขณะที่แนวโน้มของผลประกอบการของหุ้นในกลุ่มกลาง-เล็กส่วนใหญ่ได้ออกมาน่าผิดหวัง จึงทำให้แต่ละผลตอบแทนของกลุ่มหุ้นดังกล่าวออกมาแย่กว่าหุ้นขนาดใหญ่ นักลงทุนส่วนใหญ่จึงได้รับผลตอบแทนที่ไม่ดีนัก

กลยุทธ์ที่เหมาะสมภายใต้สภาวะตลาดขาดเม็ดเงินใหม่ยังคงต้องเน้นไปที่กลุ่มหุ้นใหญ่ที่สามารถปรับตัวขึ้นเหนือตลาดได้ โดยยังคงเลือกกลุ่มธนาคาร ไทยพาณิชย์ (SCB) ธนาคารกรุงไทย (KTB) กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี บริษัท ปตท. (PTT) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) เป็นหุ้นแนะนำ

ข่าวล่าสุด

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย