
คณะราษฎร 4.0
สงกรานต์เมืองไทยเพิ่งผ่านพ้นไปหมาดๆ อารมณ์แห่งการสาดน้ำและเฉลิมฉลองยังคงอบอุ่นอยู่ไม่หาย แต่ถ้าบอกกันตรงๆ
โดย...หงส์แดง
สงกรานต์เมืองไทยเพิ่งผ่านพ้นไปหมาดๆ อารมณ์แห่งการสาดน้ำและเฉลิมฉลองยังคงอบอุ่นอยู่ไม่หาย แต่ถ้าบอกกันตรงๆ ก็คือ พอหยุดยาวทีไร รู้สึกขี้เกียจทำงานขึ้นตะหงิดตะหงิดยังไงชอบกล
มองดูสงกรานต์ปีนี้ ส่วนตัวผมเองรู้สึกว่าปีนี้เงียบเหงาไปนิด อาจเป็นเพราะด้วยบรรยากาศของบ้านเมือง หรือสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ทำให้จะเฉลิมฉลองอะไรก็ไม่ค่อยสุดเท่าไหร่นัก
อีกเรื่องที่ผมเห็นได้จากสงกรานต์ปี 2560 คือ การยกพวกตีกันระหว่างเล่นสาดน้ำ จริงๆ ก็มีให้เห็นทุกปี แต่ผมเห็นว่าปีนี้มากกว่าเป็นพิเศษ สาเหตุหนึ่งมาจากการดื่มสุรา เวลาเมาความกล้าในทางที่ผิดของคนจะเพิ่มขึ้นกว่าปกติ
แต่ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการสาดน้ำที่เพิ่งผ่านไป พบว่ามีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นและเป็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจ คือ การหายไปของหมุดคณะราษฎร
หมุดคณะราษฎร เดิมทีตั้งอยู่บริเวณลานพระราชวังดุสิต ใกล้ๆ กับพระบรมรูปทรงม้า รัชกาลที่ 5 หมุดดังกล่าวที่มีการจัดทำตั้งแต่ปี 2479 เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองและการมีรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทย
ตลอดเวลา 81 ปี หมุดมันก็อยู่ของมันมาตามปกติ จะมีคนมาเยี่ยมเยียนทักทายก็เฉพาะวันที่ 24 มิ.ย.ของทุกปี อันเป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง ที่เหลืออีก 364 วัน ก็ถูกปล่อยทิ้งไว้เหมือนเดิม
จนมาถึงเวลานี้ หมุดคณะราษฎร กลับมาเป็นประเด็นให้สังคมได้วิพากษ์วิจารณ์อีกครั้ง ภายหลังไม่รู้มีมือดีที่ไหนเอาหมุดคณะราษฎรออกไป แล้วเอาอะไรไม่รู้ที่มีข้อความว่า “หน้าใส” มาติดไว้แทน
พอนักข่าวไปถามผู้ใหญ่ของบ้านเมืองก็บอกว่า “ไม่รู้” พอไปถามผู้ใหญ่ของกรมตำรวจ ก็ได้คำตอบ “ตำรวจรับแจ้งความไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ”
พอเริ่มเป็นประเด็นมากขึ้นและมีคนลงพื้นที่เพื่อไปดูของจริง ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจเอารั้วมาล้อมไม่ให้คนถ่ายรูป
หรือพอมีคนจะไปทวงถาม ก็ถูกเจ้าหน้าฝ่ายความมั่นคงเชิญตัวไปปรับทัศนคติซะงั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ในสังคมออนไลน์ก็เริ่มมีการขุดประวัติศาสตร์การเมืองมาเถียงกันอีกว่า “คณะราษฎร ชิงสุกก่อนห่ามหรือไม่” นั่น...ไปกันใหญ่แล้ว
ไม่น่าเชื่อนะครับว่าประเทศไทยยังมาทะเลาะเรื่องที่ผ่านมากว่า 80 ปีอีก หรือมันเป็นนิสัยของคนไทยที่ชอบยึดติด ทั้งที่ศาสนาพุทธอันเป็นศาสนาประจำชาติสอนให้คนปล่อยวาง...คิดแล้วก็เพลีย
บอกตามตรง ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรกับการหายไปของหมุดคณะราษฎร เพราะถึงอย่างไรคนไทยก็ไม่ลืมเหตุการณ์ พ.ศ. 2475 เพียงแต่รู้สึกเสียดาย เพราะควรเก็บรักษาไว้ในฐานะมรดกทางประวัติศาสตร์เพื่อเป็นความรู้ให้กับคนรุ่นต่อๆ ไป
มันเหมือนกับหลายชาติยุโรปในอดีต ที่เมื่อมีการล้มอำนาจเก่าและสถาปนาอำนาจใหม่ กลุ่มอำนาจใหม่ก็ยังเก็บรักษาวัตถุของกลุ่มอำนาจเก่าเอาไว้
เพราะพวกเขาเห็นว่ามันจะเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ที่สอนประชาชนในประเทศ เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีก ไม่ได้มองว่าเป็นวัตถุต้องห้ามที่ต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้เคล็ดในเรื่องทางการเมืองแต่อย่างใด
เห็นแบบนี้ก็อย่าได้แปลกใจว่าทำไมเส้นทางสู่ไทยแลนด์ 4.0 มันช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน







