
เขากระโดดข้ามเราแล้ว
มาเลเซียเตรียมก้าวขึ้นสู่ผู้นำด้านอี-คอมเมิร์ซ โลจิสติกส์ สตาร์ทอัพ และการสร้างธุรกิจเอสเอ็มอีในภูมิภาคนี้
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
มาเลเซียเตรียมก้าวขึ้นสู่ผู้นำด้านอี-คอมเมิร์ซ โลจิสติกส์ สตาร์ทอัพ และการสร้างธุรกิจเอสเอ็มอีในภูมิภาคนี้
เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา นาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย จับมือกับ แจ็ค หม่า แห่งอาลีบาบา เปิดตัวความร่วมมือสร้างเขตปลอดภาษีดิจิทัล (Digital Free Trade Zone-DFTZ) เรียบร้อยโรงเรียนเสือเหลือง
อาลีบาบา เคยมาด้อมๆ มองๆ หาพื้นที่ในการก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้า หรือโลจิสติกส์พาร์ค ขนาด 5 หมื่นตารางเมตร ในแถบพื้นที่ภาคตะวันออกของไทย เรียกเสียงฮือฮาได้พักใหญ่ แต่สุดท้ายก็กระโดดข้ามไปลงทุนที่มาเลเซียแทน
เขตปลอดภาษีดิจิทัล เป็นนโยบายสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาเลเซียในอนาคต หลักๆ จะมีการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานกับการวางระบบที่เกี่ยวเนื่อง
โครงสร้างพื้นฐานจะมี 2 ส่วนสำคัญ โดยส่วนแรก ก็คือ ฮับโลจิสติกส์ รองรับการค้าอี-คอมเมิร์ซอย่างครบวงจร หรือ e-Fullfillment
ตามแผนจะมีทั้งคลังสินค้าให้กับเจ้าของธุรกิจ บริการจัดการสั่งซื้อ การบรรจุหีบห่อ บริการจัดส่งครบวงจร รวมถึงวางระบบไอทีต่างๆ
อาลีบาบา ส่งไช่เหนี่ยว (Cainiao) กิจการในเครือเข้ามาร่วมพัฒนา โดยมีพื้นที่ระยะแรก 50 ไร่ และจะขยายได้อีก 180 ไร่ ในเขตที่มาเลเซียกำลังก่อสร้างเมืองการบินนานาชาติแห่งใหม่
สำหรับ ไช่เหนี่ยว เกิดจากการที่ อาลีบาบา ไปรวบรวม 5 บริษัทขนส่งสินค้ารายใหญ่ สร้างระบบโลจิสติกส์ส่งสินค้ามีประสิทธิภาพมากที่สุดขึ้นมาในจีน และกำลังจะไปถ่ายทอดวิทยายุทธ์ให้มาเลเซีย
ถัดจากนั้น เป็นโครงการก่อสร้าง อินเทอร์เน็ตซิตี้ ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เป็นศูนย์กลางธุรกิจล้ำสมัยใช้ระบบการสื่อสารผ่านดาวเทียม เพื่อให้ค่าบริการถูกลง และเพิ่มความเร็วของอินเทอร์เน็ตมากขึ้น
อินเทอร์เน็ตซิตี้ ตั้งขึ้นบนพื้นที่รวม 5 แสนตารางฟุต ใช้เงินลงทุน 1,130 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 4 หมื่นล้านบาท โดยหวังจะดึงดูดให้บริษัทต่างๆ เข้ามาตั้งกิจการ 1,000 แห่ง
สุดท้าย ก็คือ การวางระบบการสื่อสารและเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมด สร้างเป็น โซนเสมือน (Virtual Zone) ครอบคลุมการให้บริการเกี่ยวเนื่องกับอิเล็กทรอนิกส์ อินเทอร์เน็ต ไอที ทุกประเภท
มาเลเซีย คาดว่า เขตปลอดภาษีดิจิทัลจะก่อให้เกิดธุรกิจการค้าราวๆ 6.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.27 ล้านล้านบาท ว่าจ้างแรงงาน 6 หมื่นคน ภายในปี 2025 หรืออีก 8 ปีข้างหน้า โดยต้องการสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ ที่เป็นสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอีเป็นแกนกลางของเศรษฐกิจ
ทั้งมาเลเซีย อาลีบาบา และกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ลงนามกันไป 4 ฉบับ โดย 3 ฉบับแรกเกี่ยวกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและวางระบบเขตปลอดภาษีฯ ส่วนฉบับสุดท้ายเป็นความร่วมมือหว่างระหว่างอาลี
บาบากับเมย์แบงก์ สถาบันการเงินขนาดยักษ์ของมาเลเซีย ในการนำระบบการชำระเงินอาลีเพย์มาใช้ในมาเลเซีย
เรียกว่า ผูกปิ่นโต จบสิ้นทั้งกระบวนการ
แล้วมาเลเซียก็ขี่หลังพญามังกร...บินหายไปจนลับตา







