posttoday
ตลาดหุ้นเอเชีย โอกาสเติบโตจาก "ทรัมป์"

ตลาดหุ้นเอเชีย โอกาสเติบโตจาก "ทรัมป์"

17 กุมภาพันธ์ 2560

โดย...รัชต์ โสดสถิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.แอสเซท พลัส

โดย...รัชต์ โสดสถิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.แอสเซท พลัส

สวัสดีครับ ท่านนักลงทุนหลายท่านคงยังจำได้ว่า ปลายปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นเอเชียได้รับผลกระทบแรงทีเดียว เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นโยบาย “America First” ของทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นการกีดกันการค้า การถอนตัวออกจากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ข้อกล่าวหาว่าจีนผูกขาดค่าเงิน และการจัดให้มีภาษีนำเข้าทำเอาดัชนี MSCI ex Japan ที่เคยพุ่งขึ้นไปถึง 15% ในช่วงม.ค.-ต.ค. ร่วงลงมาปิดที่เพียง 5% ในช่วงสิ้นปี ไม่เพียงเท่านั้น คำมั่นของทรัมป์ที่จะใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศดูเหมือนจะเป็นสัญญาณเชิงบวกสำหรับอเมริกาเอง

แต่ในขณะเดียวกันแผนที่ดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศอย่างเข้มงวดและรัดกุมก็สร้างแรงสะเทือนให้กลุ่มคู่ค้าหลักเช่นประเทศในเอเชียมีความกังวลไม่น้อย รวมถึงนักลงทุนก็ยังคลางแคลงใจว่า ในอนาคตนโยบายของทรัมป์จะส่งผลต่อตลาดเอเชียอย่างไรอีกบ้าง

แต่ท่ามกลางเรื่องน่ากังวลเหล่านี้ ผมเชื่อว่ายังมีปัจจัยบวกสำหรับเอเชียอีกมากมายให้เห็นกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวม ความน่าสนใจของหุ้นกลุ่มธนาคารและเทคโนโลยี ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ และแน่นอนครับ... “ตลาดหุ้นเอเชีย” ก็ยังน่าสนใจเช่นกัน

ที่กล่าวเช่นนี้ เพราะแม้ว่าทรัมป์จะเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเรียบร้อยแล้ว แต่ตลาดหุ้นเอเชียก็ยังคงมีปัจจัยพื้นฐานที่ดีอยู่ซึ่งสะท้อนชัดจากการที่หุ้นเอเชียยังมีปัจจัยบวกเป็นแรงส่งตัวเองให้เติบโตแซงหน้าตลาดหุ้นทั่วโลกต่อเนื่องมาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีโอกาสเติบโตได้จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก กำไรของบริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น รวมถึงการปรับตัวในทางที่ดีขึ้นของอุปสงค์ ส่วนธนาคารพาณิชย์ในภูมิภาคนี้ก็น่าจะได้ประโยชน์จากแนวโน้มการกลับมาของเงินเฟ้อ

นอกจากนี้ ตลาดยังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเพราะมีแรงคาดหวังว่าจะมีเงินเฟ้อครั้งใหญ่ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลทางบวกกับภาคการธนาคารรวมถึงสถาบันการเงินต่างๆ ซึ่งถือเป็นประโยชน์ที่นักลงทุนจะได้รับจากนโยบายของทรัมป์

ส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในเอเชียก็ยังมีโอกาสเติบโตต่อไปเช่นกัน แม้ว่าทรัมป์จะเคยลั่นวาจาไว้ว่าจะตั้งกำแพงภาษีนำเข้าต่อสินค้าจีนทุกชนิด แต่เรื่องนี้ดูจะเป็นไปได้ยากสักหน่อยครับ และหากทำเช่นนั้นจริงก็จะทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย เพราะไม่เพียงจะทำให้ราคาสินค้าเทคโนโลยีแพงขึ้นมากสำหรับผู้บริโภคอเมริกัน แต่ยังจะสร้างความยุ่งยากขนานใหญ่ต่อห่วงโซ่อุปทานขึ้นมาด้วย

นอกจากนี้ หากมองกันในแง่การลดบทบาททางเศรษฐกิจของสหรัฐในภูมิภาคเอเชียลง ก็อาจจะเป็นโอกาสดีและเป็นการเปิดช่องให้ประเทศอย่างจีนและอินเดียเข้ามาเป็นผู้เล่นหลักอย่างเต็มตัว ยิ่งไปกว่านั้น บรรดาบริษัทก่อสร้างจะเป็นผู้รับประโยชน์อย่างใหญ่หลวงจากการขยายโครงสร้างพื้นฐานในแถบทะเลจีนใต้

สุดท้ายหากนโยบายทางการคลังของทรัมป์ได้ผลจริงก็จะเป็นประโยชน์ต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ยิ่งเมื่อรวมเข้ากับภาวะการเพิ่มเงินหมุนเวียน (Reflation) และอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นแล้ว ก็ย่อมเป็นโอกาสสร้างผลตอบแทนสำหรับหุ้นวัฏจักร ซึ่งจะได้ประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจโดยตรง โดยทฤษฎีแล้วหุ้นที่มีราคาต่อกำไร (พี/อี) และราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (พี/บี) ต่ำแต่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งมีโอกาสจะพุ่งขึ้นแรง ซึ่งผมมองว่า ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ไต้หวัน และจีน ยังมีโอกาสรับผลตอบแทนที่น่าสนใจรอท่านนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงสูงได้ให้เข้าไปเก็บเกี่ยวอยู่ครับ

สรุปแล้ว ผมมองว่าผลกระทบเชิงลบจากนโยบายของทรัมป์ต่อหุ้นเอเชียน่าจะมีมีน้อยกว่าที่นักลงทุนคาดการณ์ไว้ ดังนั้นแม้ว่าการเป็นประธานาธิบดีของทรัมป์จะก่อให้เกิดความเสี่ยงและความไม่มั่นคงในทางการเมืองอยู่บ้าง แต่ผมเชื่อว่าตลาดเอเชียจะยังเติบโตต่อไป และสามารถสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่น่าสนใจได้ในอนาคตครับ

ผู้ลงทุน “โปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน”

ข่าวล่าสุด

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย