
ซื้อ LTF ทั้งทีต้องมีกำไร 2 ต่อ
โดย ธนัฐ ศิริวรางกูร นักวางแผนการเงินอิสระ
โดย ธนัฐ ศิริวรางกูร นักวางแผนการเงินอิสระ
สวัสดีครับ ผมหมอนัท คนเดิมกลับมาพบกันอีกครั้งในคอลัมน์ Fund Clinic แห่งนี้ครับ ทุกๆ ปีนักลงทุนส่วนใหญ่มักจะซื้อกองทุน LTF/RMF กันในช่วงปลายปีแบบนี้แหละครับ และเยอะขนาดที่เรียกว่า เงินที่ซื้อ LTF ตั้งแต่เดือน 1 ถึงเดือน 10 รวมกันยังไม่เท่ากับเงินที่ซื้อในเดือน 11 รวมกับเดือน 12 เลยละครับ ทั้งนี้เพราะว่าคนหมู่มากจะมอง LTF ในเรื่องการลดหย่อนภาษีมากกว่าเป็นการลงทุน จึงทำให้คนส่วนใหญ่ซื้อกองทุนตอนปลายปีซึ่งจะมีประโยชน์ในเรื่องของการถือครองที่สั้นลง
โดยตามกฎของ LTF ที่ต้องถือครองให้ครบ 7 ปีปฏิทินนั้น ถ้าเราซื้อช่วงปลายปีจะถูกนับเป็น 1 ปีทันที และถ้านักลงทุนขายกองทุนในต้นปีที่ครบกำหนด 7 ปีปฏิทิน ก็จะเปรียบเสมือนถือครองเพียงแค่ 5 ปีกับอีกไม่กี่วัน วิธีนี้ดูเหมือนว่าน่าจะเป็นประโยชน์ แต่จริงๆ ก็เป็นโทษได้เหมือนกัน เพราะว่าถ้าซื้อ LTF ปลายปี ก็จะมีโอกาสที่นักลงทุนได้ราคาหน่วยลงทุนที่แพงมากกว่าซื้อถัวเฉลี่ยทั้งปี เนื่องจากสถิติย้อนหลัง 15 ปี จะมีเพียงแค่ 4 ปีเท่านั้น ที่ซื้อหน่วยลงทุนในช่วงปลายปีแล้วจะได้ราคาหน่วยที่ถูกกว่าเฉลี่ยซื้อทั้งปี
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ นักลงทุนชอบที่จะซื้อกองทุนหลายๆ กองทุนไว้ บางคนมีกองทุน LTF มากกว่า 15 บลจ.!! (ซื้ออีกเพียง 8 บลจ. ก็จะครบ 23 บลจ.พอดี) ซึ่งการซื้อเพื่อกระจายความเสี่ยงแบบนี้ ไม่เป็นผลดีแน่ๆ
เนื่องจากว่า บางครั้งกองทุนหลายๆ กองทุนก็เอาเงินจากนักลงทุนไปลงทุนในหุ้นตัวเดียวกัน ทำให้แทนที่จะกระจายความเสี่ยงกลายเป็นว่า ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้นในหุ้นตัวที่ซ้ำกันนั่นเองครับ และยังต้องเสียค่าธรรมเนียมที่แพงอีกด้วย ถ้าเราอยากจะกระจายการลงทุนแล้วละก็ การซื้อกองทุนหุ้น LTF ที่เป็นกองทุนแบบ Passive Management หรือกองทุนดัชนี น่าจะเป็นคำตอบแทนที่ดีกว่า เนื่องจากมีค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่า และได้กระจายการลงทุนอย่างแท้จริง
ยิ่งไปกว่านั้น เคยมีคนทดลองแล้วว่า การที่เราลงทุนในกองทุน LTF ประมาณ 8 กองทุนรวมๆ กันนั้น ได้ผลตอบแทนน้อยกว่าการลงทุนในกองทุน Passive Management หรือกองทุนแบบ Active Management เพียง 1-2 กองทุน ที่คัดสรรมาเป็นอย่างดีแล้ว ดังนั้น นักลงทุนเองไม่ควรที่จะซื้อกองทุนหลายๆ กองทุนมากเกินไป
ประเด็นอีกประเด็นที่นักลงทุนมักจะประสบปัญหาก็คือ ทำไมลงทุนกับกองทุน LTF ตั้งนานแล้วยังไม่ได้กำไร ทั้งๆ ที่กองทุนที่เราเลือกก็ติดท็อปเกือบทุกปี ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะว่านักลงทุนชอบที่จะลงทุนเฉพาะช่วงที่กองทุนมีกำไร ซึ่งบางครั้งตลาดหุ้นได้ปรับตัวขึ้นมาสูงแล้ว ก็ย่อมจะมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะปรับตัวลดลง จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมนักลงทุนที่ลงทุนกับกองทุน LTF มานานแล้วก็ยังไม่ได้ผลตอบแทนที่ดี เนื่องจากได้ทุ่มลงทุนกับ LTF ในภาวะที่ตลาดหุ้นขึ้นสูงเกินไปนั่นเองครับ
ถ้าเราไม่ได้ทราบว่า ตลาดหุ้นอยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงสูงอย่างที่กล่าวมา เนื่องจากไม่ได้มีเวลาในการติดตามการลงทุนแล้วละก็ อาจจะใช้วิธีที่ซื้อเฉลี่ยทุกเดือนไปก็ได้ครับ ซึ่งในตอนที่ตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น เราก็จะซื้อหน่วยลงทุนได้น้อยลง และในตอนที่ตลาดหุ้นเป็นขาลง เราก็จะได้หน่วยลงทุนมาสะสมมากขึ้น เมื่อเวลาที่ตลาดหุ้นฟื้นตัวอย่างชัดเจน เราจะได้ผลตอบแทนที่ดีครับ แต่วิธีนี้เองนักลงทุนเวลาลงทุนก็ต้องมีความอดทน และมีแผนการลงทุนที่ค่อนข้างยาวครับ เนื่องจากการทำ DCA จะเห็นผลค่อนข้างช้า บางคนต้องทำถึง 3-5 ปี กว่าจะเห็นว่าเราได้ราคาเฉลี่ยของหน่วยลงทุนที่ดีครับ
ส่วนใครที่มีเงินก้อนจะลงทุนอาจจะต้องพิจารณาการจัดพอร์ตการลงทุน หรือให้มีการกระจาย การลงทุนไปยังสินทรัพย์อื่นๆ ด้วย เช่น เอากองทุน RMF ที่มีความเสี่ยงกลาง หรือต่ำผสมๆ กันไป เพื่อให้ภาพรวมของพอร์ตการลงทุนไม่เสี่ยงมากจนเกินไป ผมเชื่อว่าบางคนซื้อแต่ LTF ล้วนๆ มาหลายปี และไม่เคยคิดถึงเรื่องความเสี่ยงในด้านนี้เลย
ผมอยากให้นักลงทุนได้ปรับแนวคิดการลงทุนกับกองทุน LTF เสียใหม่ เพราะว่าคนส่วนใหญ่คิดแค่ว่า ได้ลดหย่อนภาษีก็เปรียบเสมือนว่าได้กำไรมารอไว้อยู่แล้ว จะขาดทุนก็ช่างมัน ซึ่งผมคิดว่านี่คือแนวคิดที่ผิดครับ ยิ่งถ้าเลือก LTF ไม่ดี นอกจากจะขาดทุนผลตอบแทนแล้ว ค่าธรรมเนียมกองทุนก็ต้องเสียอีก เผลอๆ สิทธิที่ได้ลดหย่อนภาษีไป แทบจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย แล้วจะซื้อ LTF ไปทำไมครับ เอาเงินไปใช้น่าจะได้ประโยชน์มากกว่า
ถ้าจะให้ดี เราต้องมีแนวคิดว่า “จะถือกองทุน LTF/RMF ทั้งทีต้องได้กำไร และได้ลดหย่อนภาษี เป็นกำไร 2 ต่อครับ” แล้วพบกันครั้งหน้า วันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน







