
เหม็นหึ่ง
ดูเหมือนโครงการทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา 14 กิโลเมตร ที่รัฐบาล คสช.หวังจะปั้นให้เป็นผลงานชิ้น “โบแดง”
โดย...คุณบ๊งเบ๊ง [email protected]
ดูเหมือนโครงการทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา 14 กิโลเมตร ที่รัฐบาล คสช.หวังจะปั้นให้เป็นผลงานชิ้น “โบแดง” ด้วยการผลักดันของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ จะมีแต่กลิ่นตุๆ
เริ่มตั้งแต่เสียงคัดค้านจากคนหลากหลายวงการ ทั้งนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม สถาปนิก นักประวัติศาสตร์ ไปจนถึงชุมชนรอบด้าน เพราะถนนคอนกรีตกว้าง 1.5 เมตร ปักตอม่อลงแม่น้ำ 2 ฝั่ง จะลดขนาดของทางน้ำ ทำลายชุมชน ทัศนียภาพรอบข้าง อีกทั้งยังดำเนินการไปอย่างรีบเร่ง ขาดการศึกษาผลกระทบ
อย่างไรก็ดี ในที่สุดเสียงคัดค้านไม่สามารถทำอะไรได้ ซ้ำยังโดนกระแนะกระแหนว่าเป็นเพียง 5% เท่านั้นที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการ ไม่ต่างจากโครงการอื่นของรัฐบาลชุดนี้
งานนี้รัฐบาลมอบให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) ออกฉากรับหน้าเสื่อแทน และ กทม.ก็จ้างให้ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ออกแบบ ซึ่งคนในวงการต่างรู้กันดีว่าการจ้างสถาบันการศึกษาของรัฐนั้น เป็นไปเพื่อหลีกเลี่ยงขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างอันยุ่งยาก ไม่ต้องผ่านระบบการ “ประมูล”
สุดท้ายก็มีกลิ่นเหม็นหึ่งออกมา เมื่อ สจล.ไปจ้างบริษัทเอกชนออกแบบ “แลนด์มาร์ค” ริมแม่น้ำ ซึ่งผู้ออกแบบอ้างว่าเป็น “วิมานพระอินทร์” และสุดท้ายแบบดังกล่าวกลับไปคล้ายคลึงกับ “เดอะคริสตัลไอส์แลนด์” ที่รัสเซียอย่างกับแกะ
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ยังมีคนค้นพบอีกว่า แบบ “วิมานพระอินทร์” นั้นมีให้โหลดฟรี โชว์หราในเว็บไซต์ และก็มีคนพบอีกว่ารูปแบบของพญานาคนั้น ไปคล้ายคลึงกับพญานาคที่อื่นเช่นเดียวกัน
ความวัวยังไม่ทันหาย สจล.ปฏิเสธว่า “ไม่เคยรับรู้” แบบก่อสร้างอันฉาวโฉ่ทั้งหมด เพราะไปจ้างบริษัทออกแบบต่ออีกที
เหตุที่จ้างต่อ เป็นเพราะว่า สจล.ไม่ได้มีใบอนุญาตสถาปนิก ทำให้รัฐไม่สามารถจ้าง สจล.เพื่อ “ออกแบบ” ได้ เนื่องจากผิด พ.ร.บ.สถาปนิก ชัดเจน แต่คำถามก็คือสัญญาจ้างที่ทำร่วมกับ กทม.ไปก่อนหน้านี้ผิดกฎหมายหรือไม่?
ไม่เพียงเท่านั้น ศิษย์เก่า สจล.ก็ยังรวมตัวกันลงชื่อขอให้สถาบันถอนตัวจากโครงการนี้ เนื่องจากเห็นว่าสุ่มเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือของ สจล. และเสี่ยงต่อข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน อีกทั้งเห็นว่าการรับงานดังกล่าวเป็นความต้องการของอธิการบดีกับคนกลุ่มเดียว
โครงการทางคอนกรีตเลียบแม่น้ำ 14 กิโลเมตร จึงแปรสภาพจากการเป็น “ตำนาน” อย่างที่รัฐบาลหวังไว้ กลายเป็นเรื่อง “เน่าเฟะ” ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ อีกทั้งยังมีแนวโน้มจะส่งกลิ่นมากขึ้นเรื่อยๆ หากยังดันทุรังเร่งก่อสร้างด้วยขั้นตอนที่บิดเบี้ยวแบบนี้
ทางเลือกจึงเหลือแค่ 2 ทาง คือ ใส่เกียร์เดินหน้าลุย เพราะรัฐบาลเหลือเวลาอีกเพียง 1 ปีเศษ ในการสร้างผลงานอันเอกอุ หรือเลือกพับโครงการ จัดทำรูปแบบเสียใหม่ เพื่อป้องกันข้อครหาทั้งเรื่องการเมินเฉยเสียงประชาชน การจัดหาผู้ออกแบบที่สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย และที่สำคัญคือเสี่ยงกับการคอร์รัปชั่น
เส้นทางหลังจากนี้จะเอาอย่างไร คนที่ตอบได้มีเพียง พล.อ.ประวิตร ซึ่งเป็นคนหนุนโครงการสุดตัวแต่แรกเท่านั้น







