
แม่ผ่องพรรณ
ภาพของ คุณผ่องพรรณ จันทร์โอชา นายกสมาคมภริยาข้าราชการ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
โดย...คุณบ๊งเบ๊ง [email protected]
ภาพของ คุณผ่องพรรณ จันทร์โอชา นายกสมาคมภริยาข้าราชการ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ขึ้นเครื่องบินกองทัพอากาศไปเปิดฝายแม่ผ่องพรรณ ที่ จ.เชียงใหม่ อาจดูเป็นภาพปกติธรรมดาเมื่อเทียบกับในอดีต ที่ “คุณนาย” ผู้บังคับบัญชาระดับสูง ภริยานายพลจะมีภารกิจเช่นนี้
รวมถึงยังไม่แปลกอะไร หากจะมีชื่อของตัวเองแปะอยู่บนแท็งก์น้ำว่าเป็นผู้บริจาคช่วยเหลือ ทั้งที่แท้จริงแล้วมาจากภาษีประชาชน
และก็คงไม่แปลกหากบริษัทเล็กๆ ของวงศาคณาญาตินายพลจะเข้าไปเป็นผู้รับเหมาทำโครงการของบรรดาหน่วยทหาร กรมทหาร ที่มีอยู่นับร้อยนับพันหน่วย หรือจะให้ลูกชายสักคนเข้าไปรับราชการทหารเป็นร้อยตรีในอัตราพิเศษ เพราะ “ใครๆ ก็ทำกัน”
กล่าวสำหรับห้วงเวลาปกติ ทั้งสำนักงานปลัดกลาโหมไปจนถึงสี่เหล่าทัพ คือปริมณฑลที่เปรียบเสมือนเป็น “รัฐอิสระ” เป็น “รัฐซ้อนรัฐ” ที่มีความเป็นเอกเทศในการวางนโยบาย บริหารจัดการงบประมาณ และบริหารจัดการกำลังคน โดยรัฐบาลเข้าไปยุ่งไม่ได้ ต่างจากกระทรวง หรือหน่วยราชการอื่นๆ
หากรัฐบาลใช้อำนาจเข้าไปยุ่มย่ามย่อมมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกหาว่า “ล้วงลูก” กองทัพ และเมื่อใดก็ตามที่บิ๊กทหารแอบส่งสัญญาณเรียกกำลังพลเข้ามาตบเท้าฮึ่มๆ ให้กำลังใจ ก็แปลว่าอนาคตของรัฐบาลมีความง่อนแง่น เสี่ยงที่จะถูกรัฐประหารเสียแล้ว
ด้วยเหตุนี้ไม่ว่านายทหารระดับสูงจะเอื้อประโยชน์ให้ใคร ก็มักไม่ถูกให้ความสนใจ เพราะถือว่ากองทัพเป็นเอกเทศอยู่คนละส่วนกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม แม่ผ่องพรรณมีสถานะพิเศษ คือ การเป็นภริยาของ “ปลัดกระทรวงกลาโหม” ในรัฐบาลรัฐประหาร ซึ่งนอกจากปลัดกระทรวงกลาโหมจะมีสถานะเป็น “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” โดยตำแหน่งแล้ว ยังมีความพิเศษคือเป็นน้องชายแท้ๆ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.
เป็น พล.อ.ประยุทธ์ คนเดียวกับที่ประกาศตัวเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันปราบคอร์รัปชั่น และเป็นคนเดียวกับที่บริภาษนักการเมืองว่าใช้งบประมาณแผ่นดินเอื้อประโยชน์ตัวเองอยู่เนืองๆ
มาตรฐานการตรวจสอบจึงต้องสูงกว่าในยุคที่แล้ว รวมถึงต้อง “ฉายไฟ” ส่องเข้าไปตรวจการใช้งบประมาณของกองทัพด้วย
เพราะภายนอกกองทัพอาจดูเหมือนสัญลักษณ์แห่งความรักชาติและความโปร่งใส แต่เมื่อถามคนที่เคยทำธุรกิจกับกองทัพ ต่างก็ยิ้มมุมปาก-ยักไหล่ด้วยกันทั้งสิ้น
มิเช่นนั้นหากโปร่งใสจริง คงไม่มีเรื่อง “เรือเหาะ” กับเครื่อง“จีที200” ที่ซื้อมาแล้วใช้ไม่ได้จริง ฉาวโฉ่ออกมา
การตรวจสอบจึงต้องทำอย่างเข้มข้นและโปร่งใส เพื่อตอบคำถามให้ได้ว่าการทำโครงการการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารงานบุคคลของครอบครัว “จันทร์โอชา” เอื้อประโยชน์ให้ใครหรือไม่
เพราะหากจัดการเรื่องนี้ให้โปร่งใสไม่ได้ คำถามย่อมเกิดขึ้นแล้วว่าสุดท้าย คสช.จะจัดการการคอร์รัปชั่นระดับชาติได้อย่างไร
หรือการคอร์รัปชั่นทำได้เฉพาะในนักการเมือง-ข้าราชการเท่านั้น เพราะคนรอบตัว คสช. ล้วนเป็นคน “เจตนาดี” ทุกคน?







