การคุมดอกเบี้ยและเบี้ยปรับไม่น่ากระทบ MTLS
โดย จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส [email protected]
โดย จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส [email protected]
ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มลิสซิ่งเกิดอาการดราม่าหลังมีข่าว สคบ. จะทบทวนสัญญาธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ โดยเฉพาะประเด็นการคิดอัตราดอกเบี้ยปรับและการคิดค่าธรรมเนียมการติดตามทวงถามหนี้ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ฉบับใหม่ และอาจมีเกณฑ์ที่เข้มขึ้นในการห้ามคิดอัตราดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดคือไม่เกิน 15% ข่าวดังกล่าวต้องแบ่งเป็น 2 ประเด็นคือ 1. ค่าธรรมเนียมการทวงถามหนี้ และ 2. อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สินเชื่อเช่าซื้อที่ห้ามคิดเกิน 15% แต่เนื่องจากประเด็นหลังอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาที่ปฎิบัติกันมาตั้งแต่ปี 2523 และทุกบริษัทเช่าซื้อในตลาดหลักทรัพย์ฯ คิดดอกเบี้ยไม่เกิน 15% กันอยู่แล้ว จึงคิดว่า สคบ. น่าจะพุ่งเป้าไปที่ค่าเบี้ยปรับมากกว่า อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 ประเด็นไม่กระทบธุรกิจของ MTLS ที่ FSS แนะนำมาแต่แรก การปรับลงของราคาหุ้นจึงเป็นโอกาสในสะสมอีกครั้ง
ประเด็นการคุมอัตราดอกเบี้ยที่ 15% อาจกระทบ TK, GL
บริษัทเช่าซื้อในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทุกบริษัทมีการเก็บอัตราดอกเบี้ยในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อที่ไม่เกิน 15% ซึ่งปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตั้งแต่ปี 2523 อยู่แล้ว FSS คาดว่า TISCO, TCAP KKP, THANI และ ASK ไม่ได้รับผลกระทบ โดยพิจารณาจาก Loan Yield ของ TISCO, TCAP, KKP อยู่ที่ 5-6% ส่วน THANI, ASK อยู่ที่ 8-10% ขณะที่ TK, GL มี Loan Yield สูงถึง 35% ในจำนวนนี้เป็นอัตราดอกเบี้ย 15% และที่เหลือเป็นค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน หากกฏดังกล่าวเป็นการควบคุมการเก็บทั้งหมดไม่ให้เกิน 15% อาจมีผลกระทบ TK อย่างมีนัยสำคัญ ส่วน GL กระทบน้อยกว่าเพราะกระจายธุรกิจไปต่างประเทศค่อนข้างมาก ขณะที่ MTLS, SAWAD, KTC ไม่กระทบเพราะมีสัดส่วนสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์น้อยมากและคิดอัตราดอกเบี้ยที่ 15% อยู่แล้ว (กฏนี้ไม่มีผลต่อธุรกิจที่ให้สินเชื่อจำนำทะเบียนและบัตรเครดิต)
ประเด็นค่าเบี้ยปรับ อาจกระทบ SAWAD
พ.ร.บ.ทวงถามหนี้ฉบับปี 2558 ไม่ได้กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมที่ชัดเจน แต่หากพิจารณาจากอัตราการทวงถามของธปท.ที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ใช้คือ 100 บาทต่อครั้ง เราคาดว่าอาจส่งผลกระทบต่อ SAWAD มากที่สุดเนื่องจากปัจจุบันเก็บค่าติดตาม 200-3,000 บาทต่อครั้ง ซึ่งรายได้ค่าปรับและค่าติดตามหนี้คิดเป็น 13% ของรายได้รวม หากอิงกับเกณฑ์ของ ธปท. คาดว่าจะกระทบต่อรายได้ราวครึ่งหนึ่งของที่เคยรับอยู่เดิมหรือราว 250 ล้านบาท หรือคิดเป็น 11% ของกำไรสุทธิ ส่วน MTLS เรียกเก็บค่าปรับครั้งละ 50 บาท ต่ำกว่าข้อกำหนดของอุตสาหกรรมที่เฉลี่ยที่ 200 บาท และต่ำกว่าเกณฑ์ของ ธปท. ที่ใช้กำกับกับ KTC ที่ 100 บาท จึงคาดว่าไม่ได้รับผลกระทบ
แนะซื้อ MTLS, ASK ระยะสั้นเลี่ยง SAWAD, TK ไปก่อน
แนวโน้มกำไรสุทธิของกลุ่มลิสซิ่งและไฟแนนซ์ในไตรมาส 2/59 คาดว่า MTLS, GL, TK, THANI น่าจะเติบโตได้ดีสวนฤดูกาล (ไตรมาส 2 เป็น Low season) เพราะต้นทุนดอกเบี้ยและการตั้งสำรองหนี้สูญที่ลดลง ส่วน SAWAD เราคาดว่ากำไรไตรมาส 2/59 จะชะลอตัว 2% จากไตรมาสแรกจากแนวโน้มการตั้งสำรองฯ ที่เพิ่มขึ้น กระแสข่าวดังกล่าวอาจยังกดดันราคาหุ้นในกลุ่มนี้จนกว่าจะมีความชัดเจนปลายสัปดาห์นี้ที่สคบ.จะประกาศเกณฑ์ใหม่ เราเห็นว่าระยะสั้นน่าจะลดความเสี่ยงจากการลงทุนลงในหุ้นที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากเกณฑ์ใหม่ไปก่อนได้แก่ SAWAD และ TK แต่ยังคงแนะนำ ซื้อ MTLS และ ASK ขณะที่ GL และ THANI ราคาหุ้นเต็มมูลค่าแล้ว







