
มองน้ำมันท่ามกลางความผันผวน
โดย...รัชต์ โสดสถิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. แอสเซท พลัส
โดย...รัชต์ โสดสถิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. แอสเซท พลัส
สวัสดีครับ ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาน้ำมันเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตามอง หลังจากราคาน้ำมันดิ่งรุนแรงต่อเนื่องมายาวนานจากระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2557 ลงมาสู่จุดต่ำสุดที่ 27 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ13 ปี ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาราคาน้ำมันก็เริ่มปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจนสามารถกลับไปยืนเหนือระดับ 40 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยมีปัจจัยหนุนจากกำลังการผลิตน้ำมันในหลายแหล่งที่ชะลอตัวลง ไม่ว่าจะเป็นอิรัก ไนจีเรีย สหรัฐอเมริกา รวมถึงเหตุประท้วงของในคูเวตซึ่งส่งผลให้กำลังการผลิตหดหายไปถึง 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ด้านการเจรจาของกลุ่ม OPEC กับกลุ่ม Non-OPEC รอบล่าสุดก็ยังไม่สามารถหาข้อยุติในเรื่องกำลังการผลิตได้ ทั้งยังมีผลกระทบจากไฟป่าในบริเวณใกล้กับแหล่งผลิตน้ำมันของแคนาดาที่ส่งผลให้การผลิตตกอยู่ในภาวะชะงักงัน ไม่เพียงเท่านั้น ราคาน้ำมันยังได้แรงสนับสนุนจากการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา ยังมีรายงานที่บ่งชี้ว่าปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลง เนื่องจากราคาน้ำมันดิบยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าจุดคุ้มทุนในการผลิต ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับรายงานจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐฯ ที่ปรับลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 7 ปี ขณะเดียวกันธนาคารโลก (World Bank) ยังได้ออกมาปรับเพิ่มการคาดการณ์ราคาน้ำมันในปีนี้เป็น 41 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากเดิมที่ประมาณการไว้เพียง 37 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
มองเผินๆ แล้ว ทั้งหมดนี้คล้ายจะเป็นสัญญาณว่าตลาดน้ำมันเริ่มกลับสู่แนวโน้มขาขึ้น ในขณะที่ภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาดเริ่มคลายตัวลง แต่แท้จริงแล้วมีปัจจัยที่อาจกดดันราคาน้ำมันได้อีก และตลาดน้ำมันจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นแต่ก็ยังต้องเผชิญความผันผวนอีกมากพอสมควร เนื่องจากโดยภาพรวมแล้วอุปสงค์และอุปทานนำมันยังไม่เจอจุดที่สมดุลเสียทีเดียว ด้วยเหตุที่เศรษฐกิจโลกโดยรวมยังคงชะลอตัว ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังในสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องหลังโรงกลั่นน้ำมันในสหรัฐฯ ปิดซ่อมบำรุง ประกอบกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อย่างซาอุดิอาระเบียและอิหร่านยังคงเดินหน้าเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ล่าสุด OPEC ออกมาคาดการณ์ว่า อุปสงค์น้ำมันในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน และคาดว่าปริมาณการผลิตน้ำมันจากประเทศนอกกลุ่ม OPEC จะลดลง 0.74 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีนี้ โดยสหรัฐฯ จะมีกำลังการผลิตลดลงมากที่สุด
อีกประเด็นที่อาจจะมีผลต่อราคาน้ำมันในอนาคตคือ ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปีของวงการน้ำมันซาอุดิอาระเบีย โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาได้มีการปลดนายอาลี อัล-ไนมี รัฐมนตรีกระทรวงน้ำมันที่ดำรงตำแหน่งมายาวนานถึง 2 ทศวรรษออก และแต่งตั้ง นายคาลิด อัล-ฟาลีห์ ประธานกรรมการบริหาร Saudi Aramco รัฐวิสาหกิจด้านน้ำมันของซาอุดิอารเบียขึ้นรับหน้าที่แทน ซึ่งแม้จะยังไม่มีความชัดเจนว่านโยบายด้านการผลิตน้ำมันจะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด แต่หลายฝ่ายเชื่อว่าการกดดันผู้ผลิตน้ำมันรายต่างๆ ของโลกด้วยกลยุทธ์เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันของซาอุดิอารเบียน่าจะยังคงอยู่ ส่วนอิทธิพลของรัฐมนตรีท่านนี้ในฐานะกระบอกเสียงของประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกจะกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกอย่างไรคงต้องติดตามกันต่อไป
ในขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็ยังเป็นประเด็นที่จะส่งผลต่อราคาน้ำมัน เนื่องจากในสัปดาห์ที่ผ่านมามีรายงานของ Fed ที่เริ่มเผยถึงความเป็นไปได้ในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ ซึ่งหากเป็นไปตามนั้นจริง ค่าเงินดอลลาร์ที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นก็จะกดดันราคาน้ำมันลงและสร้างความผันผวนในตลาดอีกได้ ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ WTI ของนักเก็งกำไร (Speculative Short Positions) สิ้นสุดวันที่ 10 พฤษภาคม เพิ่มขึ้น 2 หมื่นสัญญา เป็น 8.37 หมื่นสัญญา สะท้อนว่านักเก็งกำไรมีมุมมองที่เป็นลบต่อราคาน้ำมัน และทำให้ราคาน้ำมันมีโอกาสที่จะปรับตัวลดลงอีกในระยะต่อไป
ทั้งนี้ บลจ. แอสเซท พลัส คาดการณ์ตั้งแต่ต้นปีว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวขึ้นเหนือ 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลภายในครึ่งปีหลัง และหลังจากนั้นจะมีความผันผวนสูงอยู่ในกรอบ 40-60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ผู้ลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูงและต้องการโอกาสรับผลตอบแทนจากการปรับตัวขึ้นลงของราคาน้ำมันจะต้องติดตามสภาวะตลาดอย่างใกล้ชิด และเน้นการจับจังหวะลงทุนเพื่อทำกำไรในระยะสั้นด้วยความระมัดระวังต่อไปครับ
ผู้ลงทุนโปรด “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง” ก่อนตัดสินใจลงทุน







