posttoday
รักษ์น้ำ ใช้น้ำให้คุ้มค่า

รักษ์น้ำ ใช้น้ำให้คุ้มค่า

27 เมษายน 2559

โดย ณัฐพัช กิตติปวณิชย์ กองทุนบัวหลวง

โดย ณัฐพัช กิตติปวณิชย์ กองทุนบัวหลวง


เพียงไม่กี่ปีหลังเกิดมหาอุทกภัยปี 2011ก็เกิดภัยแล้งตามมาตั้งแต่ปีกลายต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้ ปัจจุบันหลายคนเริ่มสัมผัสได้ถึงปัญหาการจัดการทรัพยากรน้ำในบ้านเราเนื่องจากถูกยกเป็นประเด็นข่าวแทบจะทุกวันและที่สำคัญสภาพัฒน์ฯได้คิดคำนวณแล้วว่าภัยแล้งที่เป็นภัยต่อภาคการเกษตรในปีนี้จะกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาค กดดันการเติบโตให้เหลือเพียง 2.8 – 3.8%

ข้อมูลสถานการณ์น้ำปัจจุบันกำลังบ่งบอกว่าภาวะแห้งแล้งอาจทวีความรุนแรงขึ้นอีก จึงถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชนจะต้องร่วมมือกันหาหนทางแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนพร้อมทั้งต้องวางแผนรับมือในอนาคตให้มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศให้มั่นคงและยั่งยืน

นโยบายบริหารจัดการน้ำที่ผ่านมาเป็นส่วนใหญ่มักจะว่าด้วยการพึ่งพาโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานของรัฐเป็นสำคัญ เช่นเขื่อนกักเก็บหรืออุโมงค์ส่งน้ำ หรือหากในสถานการณ์เฉพาะหน้าไม่ว่าน้ำท่วมหรือน้ำแล้งก็จะมุ่งอาศัยระบบชลประทานเพื่อทำหน้าที่ควบคุมน้ำให้ได้ตามประสงค์ ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้แก้ไขปัญหาได้ในบางกรณีเท่านั้นและอาจไม่ใช่วิธีที่เสมอภาคสำหรับทุกภาคส่วน อย่างเช่นการจัดสรรน้ำในหน้าแล้งที่มักสนองความต้องการด้านบริโภคหรือสำหรับการผลิตภาคอุตสาหกรรมเป็นลำดับต้นๆ แต่ทำให้เกษตรกรนับล้านเดือดร้อนเมื่อภาครัฐขอความร่วมมือจากชาวนาให้งดทำนา เป็นต้น ส่วนการสร้างเขื่อนนั้น นอกจากจะใช้เงินลงทุนมหาศาลแล้วยังทำลายระบบนิเวศและชุมชนโดยรอบอีกด้วย ดังนั้น หนทางที่ดีที่สุดในอนาคตจึงอาจไม่ใช่โครงการขนาดยักษ์หรือระบบระบายน้ำที่ซับซ้อน แต่ควรกลับมาเน้นเรื่องใกล้ตัวที่ประชาชนทุกฝ่ายมีส่วนช่วยและร่วมลงมือได้

ในวันนี้บ้านเราควรพัฒนาทุกภาคส่วนให้ใช้น้ำอย่างคุ้มค่ากว่าปัจจุบัน สถิติจากกรมชลประทานระบุว่าต้องอาศัยน้ำถึง1,600 ลบ.ม. เพื่อผลิตข้าว 1 ตันเทียบกับจีนที่ใช้900 ลบ.ม.เวียดนามใช้600 ลบ.ม.ส่วนเมียนมาร์ใช้1,200 ลบ.ม. เพื่อให้ได้ข้าว 1 ตันเท่ากับเรายิ่งไปกว่านั้น ผลผลิตข้าวของไทยเฉลี่ยต่อไร่นั้นอยู่ที่ 450 กก.เท่านั้น ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกตกไร่ละ 700 กก. นั่นหมายความว่าเราใช้ทั้งที่ดินและน้ำเปลืองกว่าอีกหลายประเทศ เพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิตเทียบเท่ากัน หากสามารถพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพกว่าที่เป็นอยู่ ก็จะช่วยสนับสนุนให้เกิดความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำในประเทศได้ ดร.สมชาย หาญหิรัญอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในอีกไม่นานองค์การระหว่างประเทศอาจกำหนดกฎเกณฑ์ทางการค้าใหม่ๆ เช่นฉลากร่องรอยการใช้น้ำ หรือ Water Footprint เพื่อกระตุ้นให้ผู้ผลิตทั่วโลกใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่ายิ่งขึ้น ธุรกิจต่างๆอาจต้องเริ่มปรับตัวด้วยการเลือกซื้อผลผลิต/วัตถุดิบจากแหล่งที่ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในท้ายสุดประโยชน์ก็จะหวนกลับสู่ผู้ประกอบการเองจากราคาสินค้าเกษตรที่มั่นคง ขณะที่เกษตรกรผู้ผลิตก็มีน้ำใช้สอยอย่างเพียงพอ

ถึงแม้ว่าภาคเอกชนจะยังไม่อาจก้าวสู่การประกอบการที่ใส่ใจต่อธรรมชาติและสภาพแวดล้อมได้เต็มรูปแบบ แต่แนวโน้มในวันนี้ก็ชัดแจ้งว่า บริษัทหลายแห่งได้แสดงว่าตนนั้นพยายามที่จะปรับวิสัยทัศน์ทางธุรกิจของตนในเรื่องนี้ให้ได้มาตรฐานเท่าเทียมสากล เช่นกองทุนบัวหลวง แม้มิได้ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องตรงกับทรัพยากรแต่ก็ได้สนับสนุนการลงทุนอย่างยั่งยืนใน 4 มิติ ได้แก่ Environmental, Social, Governance, Anti-Corruption (หรือ ESGC)ผ่านการลงทุนของ “กองทุนรวมคนไทยใจดี” หรือ BKIND โดยหากธุรกิจใดสามารถสร้างนวัตกรรมหรือสามารถลดการใช้น้ำได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ BKIND จะพิจารณาว่าเป็นกิจการที่พร้อมจะเข้าไปลงทุน

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม