posttoday
การผ่อนคลายเพิ่มเติม, การตอบรับ และโจทย์ในอนาคต

การผ่อนคลายเพิ่มเติม, การตอบรับ และโจทย์ในอนาคต

17 มีนาคม 2559

โดย ดร. สมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บลจ. กรุงไทย

โดย ดร. สมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บลจ. กรุงไทย

ในช่วงที่ผ่านมา มีการประชุมธนาคารกลางที่สำคัญหลายแห่ง ทั้ง ECB และ BoJไม่รู้ว่าผลการตัดสินใจของธนาคารกลางเหล่านั้น หรือผลตอบรับจากตลาดการเงิน อะไรจะสร้างความประหลาดใจได้มากกว่ากัน แม้ว่า ECB จะประกาศมาตรการผ่อนคลายเพิ่มเติมทั้งลดดอกเบี้ยลงและเพิ่มวงเงินในมาตรการ QE แถมวงเงินที่เพิ่มขึ้นยังมากกว่าที่ตลาดคาดกันไว้ด้วย แต่กลับเกิดแรงขายสินทรัพย์เสี่ยงเกิดขึ้นหลังการประกาศมาตรการ แต่พอ BoJประกาศไม่ดำเนินนโยบาย “ผ่อนคลาย” เพิ่มเติม ตลาดกลับมีความ “รู้สึก” ในเชิงบวก

ในส่วนของ ECB นั้น เรามองมาตรการที่ออกมาในรอบนี้ในเชิงบวกและน่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และทำให้สภาพคล่องที่ตึงตัวขึ้นในยุโรปให้ผ่อนคลายลงได้ แต่นายดรากี ประธาน ECB ได้ประกาศว่าอาจไม่มีการผ่อนคลายเพิ่มเติมจากนี้ไป ซึ่งหากเศรษฐกิจฟื้นตัวได้จริง (ซึ่งเราเชื่อเช่นนั้น) การผ่อนคลายเพิ่มเติมก็คงไม่จำเป็น แต่หากเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว ECB ยังมีความสามารถในการผ่อนคลายอีกหรือไม่ยังน่าจะเป็นคำถามคาใจหลายฝ่ายอยู่ นอกจากนี้ ดอกเบี้ยที่ในปัจจุบันก็อยู่ในระดับต่ำแล้ว จะต่ำลงได้อีกหรือไม่ เช่นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเยอรมนีอายุ 10 ปี อยู่ที่เพียง 0.32% เท่านั้น หรือ ประเทศที่มีฐานะการคลังอ่อนแออย่างอิตาลี มีหนี้สาธารณะสูงถึง 130% ของ GDP กลับสามารถออกพันธบัตรกู้ระยะยาวถึง 10 ปีได้ด้วยอัตราไม่ถึง1.4% เป็นต้น มิหนำซ้ำ ยุโรปยังเผชิญความเสี่ยงจากการลงประชามติของสหราชอาณาจักรว่าจะออกจาก EU หรือไม่ (Brexit) รออยู่ข้างหน้า ซึ่งปัจจุบันนี้ผลโพลล์ชี้ว่าคะแนนเสียงทั้งที่อยากให้อยู่ต่อและอยากให้ออกนั้นค่อนข้างสูสีกันทีเดียว ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในการรวมตัวของยูโรโซนด้วย นับเป็นปัจจัยกดดันยุโรปได้ต่อเนื่อง แม้ว่า ECB จะมีการผ่อนคลายมากขึ้นก็ตาม

ในส่วนของ BoJนั้นก็เริ่มดูเหมือนจะหมดกระสุนแล้วเหมือนกัน การดำเนินนโยบายการเงินในช่วงที่ผ่านมา มีส่วนทำให้ค่าเงินเยนอ่อนตัวลงมาก แต่ตั้งแต่ต้นปีมา ค่าเยนไม่ได้อ่อนค่าลง แม้ว่า BoJจะยังคงมีการผ่อนคลายเพิ่มเติมก็ตาม มาตรการ QE ของ BoJอาจจะไม่มีข้อจำกัดว่าจะ “พิมพ์” เงินออกมาเท่าใด แต่ก็มีข้อจำกัดในด้าน “ของ” ที่จะซื้อในตลาดด้วย มีการศึกษาจาก IMF ที่ระบุว่าหาก BoJดำเนินมาตรการ QE เช่นนี้ ก็อาจเผชิญข้อจำกัดด้าน “ของ” ที่จะซื้อภายในปี 2017-18 (หมายความว่าบอนด์เกือบทั้งหมดของญี่ปุ่นจะถือครองโดย BoJ) ถือว่าไม่นานนักจากนี้ ส่วนมาตรการดอกเบี้ยติดลบนั้นกลับดูเหมือนว่าจะได้ผลตอบรับในเชิงลบเสียมากกว่า ผู้กู้อาจได้ประโยชน์จากมาตรการเช่นนี้ แต่ผลเสียต่อผู้ออมก็มีด้วยภาคการธนาคารเองก็ได้รับกระทบในเชิงลบ สุทธิแล้วเป็นอย่างไรก็ไม่แน่ชัดดูเหมือนองค์ความรู้ด้านวิชาการตามไม่ค่อยทันมาตรการที่ BoJ“ทดลอง” ใช้ในช่วงหลังๆ

เมื่อสัปดาห์ก่อนBIS (Bank of International Settlement) ซึ่งเปรียบเสมือนธนาคารกลางของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก ก็ได้ออกรายงานมาเตือนถึงมาตรการดอกเบี้ยติดลบเหมือนกัน โดยระบุว่า หากดอกเบี้ยลดต่ำลงไปมาก หรืออยู่ในระดับที่ติดลบเป็นเวลานาน ก็อาจมีผลกระทบต่อพฤติกรรมของบุคคลหรือสถาบัน ซึ่งก็ยังไม่แน่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่อย่างไร นับเป็นความเสี่ยงของการใช้นโยบายเช่นนี้

หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า นโยบายการเงินได้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มความสามารถแล้วหรือยัง? เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินโลกขึ้นในปี 2008 ดูเหมือนว่านโยบายการเงินแทบจะเป็นเครื่องมือเดียวที่ใช้พยุงเศรษฐกิจโลก ขณะที่นโยบายการคลังนั้นไม่ได้บทบาทมากนัก มีการ “รัดเข็มขัด” เพื่อควบคุมหนี้สาธารณะไม่ให้พุ่งขึ้นมาก และในบางครั้งอาจเป็น “ตัวถ่วง” ด้วยซ้ำ อย่างเช่นกรณี“Fiscal cliff” หรือ “Government shutdown” จึงเป็นเหตุให้ IMF เริ่มออกมาเรียกร้องให้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโลกร่วมกัน รวมทั้งการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อให้เศรษฐกิจโลกเติบโตแข็งแกร่งขึ้นซึ่งน่าจะเป็นโจทย์สำคัญในเชิงนโยบายในช่วงถัดไปครับ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย