
ปากคำ ‘พระ’
คลื่นความร้อนกำลังแผ่ปกคลุมทั่วทุกอณู นอกจากมีมวลอากาศร้อนมหาสมุทรแปซิฟิกมีอุณหภูมิสูงขึ้น
โดย...ขำ เคืองใจ [email protected]
คลื่นความร้อนกำลังแผ่ปกคลุมทั่วทุกอณู นอกจากมีมวลอากาศร้อนมหาสมุทรแปซิฟิกมีอุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้ประเทศไทยจะร้อนที่สุดในประเทศอาเซียนระหว่างวันที่ 17-19 มี.ค.นี้
กว่าถึงวันประเทศไทยร้อนสุดในอาเซียน คงต้องมาดูวันนี้ก่อนดีมั้ยครับ มีเรื่องร้อนแซงคิวกันเลยทีเดียว
โดยเฉพาะวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ อุณหภูมิร้อนกว่าวัดอื่นๆ อีกทั้งน่าจะผิดแผกธรรมชาติ เพราะจะร้อนในช่วงค่ำๆ ไม่เหมือนสถานที่อื่น ตกเย็นมีความชื้นทำให้อุณหภูมิลดลงบ้างนอนหลับก็สบาย แต่แถวนั้นท่าจะนอนไม่หลับ!!!
ทั้งเสียงอื้ออึงจากกองทัพสื่อมวลชน ศิษยานุศิษย์เฝ้าสังเกตการณ์กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เดินทางมาสอบปากคำสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในคดีครอบครองรถยนต์ผิดกฎหมาย
ก่อนหน้านี้ ดีเอสไอแถลงผลการตรวจสอบรถเบนซ์หรูที่จอดโชว์พิพิธภัณฑ์วัดไปแล้ว ว่ามีการกระทำผิดทุกขั้นตอน ผิดเต็มประตู กระทั่ง “หลวงพี่แป๊ะ” พระเลขาฯ สมเด็จช่วง ต้องส่งมอบรถเบนซ์คันดังกล่าวให้
ดีเอสไอทำการอายัด
ทว่า การตรวจสอบไม่จบสิ้นกระทงความ ต้องเข้าสู่กระบวนการสอบปากคำบรรดาผู้เกี่ยวข้อง หนึ่งในนั้นคือ “สมเด็จช่วง”
ว่าไปแล้ว ดีเอสไอเขาเตรียมการอย่างรอบคอบ “ทั้งข้อกฎหมายหลักปฏิบัติต่อสงฆ์” เนื่องจากทราบดีว่า ผู้ให้ปากคำเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ อีกทั้งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเสียด้วย จึงไม่ได้ไปกดดันต้องสอบวันนั้นวันนี้ ซึ่งสมเด็จช่วงเป็นผู้กำหนดนัดหมายเองในเวลาสองทุ่ม
ขณะที่ดีเอสไอพยายามทำความเข้าใจต่อสาธารณชนให้หายสงสัยต่อประเด็นที่ว่า เหตุใดไม่อนุญาตให้ทนายร่วมรับฟังว่า “เนื่องจากในชั้นนี้เป็นการสอบปากคำสมเด็จช่วงในฐานะพยาน ซึ่งต้องให้ถ้อยคำด้วยตนเองเพียงลำพังกับพนักงานสอบสวน จึงไม่สามารถให้ทนายความเข้าร่วมรับฟังการสอบสวนได้”
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อสมเด็จช่วงสังขารมากแล้ว ดีเอสไออนุญาตให้ท่านสามารถนำผู้ติดตามหรือคนสนิทเข้าร่วมรับฟังได้
คราวนี้เรื่องของการสอบปากคำ ไม่ได้ตั้งแง่ข่มขู่ให้ได้มาซึ่งข้อมูล เหมือนอย่างที่เครือข่ายสงฆ์บางกลุ่มฮึ่มๆ จนออกมาต้้ง 5 ข้อเรียกร้อง “ห้ามหน่วยงานรัฐเข้ามาก้าวก่ายเรื่องทางสงฆ์อะไรทำนองนั้น” เพราะถ้าไม่ฟังจะขย่มรถฮัมวี่อีกรอบ
อีกอย่างดีเอสไอปฏิบัติตามข้อเรียกร้องข้อที่ 4 เป๊ะทุกประการ ด้วยการปฏิบัติต่อคณะสงฆ์ด้วยความเคารพ ถึงกับนำดอกไม้ธูปเทียนเข้ากราบคารวะตามประเพณีก่อนเริ่มสอบปากคำด้วย
แถมยังสร้างความโปร่งใส บอกกล่าวให้ทราบล่วงหน้าถึงประเด็นหลักในการสอบถาม เกี่ยวกับที่มาที่ไปของการได้มาซึ่งรถเบนซ์หมายเลขทะเบียน ขม.99 ในฐานะที่สมเด็จช่วงเป็นผู้ครอบครองมือแรก และสมเด็จช่วงได้มอบสำเนาบัตรประชาชนพร้อมเซ็นมอบอำนาจให้นำรถไปยื่นจดทะเบียนในขั้นตอนต่างๆ เป็นมาอย่างไร
เห็นมะเห็นมะดีเอสไอแจกแจงซะขนาดนี้ ถือว่าปฏิบัติตามศีลข้อ 4 ไม่พูดปดโกหกประชาชนอีกต่างหาก เพราะเป็นเรื่องใหญ่พันไปถึงอนาคตการตั้งสมเด็จพระสังฆราช ผู้พร้อมด้วยศีลงดงามพ้นราคี
คราวนี้อยู่ที่บรรดาผู้ให้ปากคำนั่นล่ะ จะ “มุสา” หรือไม่เท่านั้นเอง







