
ต้องถาวร
ผ่านมาแล้วสำหรับช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองดื่มด่ำความสุขแบบสุดเหวี่ยง
โดย...เอกชัย จั่นทอง
ผ่านมาแล้วสำหรับช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองดื่มด่ำความสุขแบบสุดเหวี่ยง ถนนหลายสายคับคั่งไปด้วยการจราจรที่โกลาหลวุ่นวาย รถยนต์นับล้านคันมุ่งสู่ทุกภาคทั่วประเทศ นั่นทำให้รัฐบาลต้องเข้ามาจัดการคุมเข้มปัญหาบนท้องถนนเพื่อลดตัวเลขการสูญเสีย สุดท้ายรัฐบาลตกผลึกสั่งกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) งัดมาตรการ “เมาแล้วขับ” ยึดรถ-คุมตัว เป้าหมายคือกลุ่มผู้ขับขี่ที่ดื่มแอลกอฮอล์ฉลองช่วงปีใหม่แล้วขับขี่ยานพาหนะบนถนนสายหลักและสายรอง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุการเสียชีวิต
จากตัวเลขที่ คสช.แถลงผลจับกุมผู้กระทำผิดในลักษณะอาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุโดยประมาทด้วยการดื่มแล้วขับขี่ ช่วงวันที่ 25 ธ.ค. 2558-3 ม.ค. 2559 สามารถยึดรถที่ฝ่าฝืนมาตรการเมาแล้วขับได้ 4,052 คัน แบ่งเป็นรถจักรยานยนต์ 3,032 คัน และรถยนต์ 1,012 คัน ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดรถจักรยานยนต์ 23,703 คน และรถโดยสารสาธารณะ รถยนต์ส่วนบุคคล 9,432 คน ซึ่งนั่นหมายถึงประชาชนไม่สนใจตัวบทกฎหมายในยุค คสช. เพราะตั้งแต่เริ่มใช้มาตรการ ตัวเลขผู้กระทำผิดยังคงเพิ่มขึ้น
โดยสาเหตุมาจากผู้ขับขี่ไม่เคารพกฎหมายบ้านเมือง อีกทั้งผู้บังคับใช้กฎหมายมักจะเข้มงวดในเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญๆ เท่านั้น อย่างเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ แต่คล้อยหลังเข้าช่วงปกติการบังคับใช้กฎหมายกลับอ่อนแรงไร้การเหลียวมองปล่อยปละละเลย จึงไม่แปลกใจว่าตัวเลขการสูญเสียและการเกิดอุบัติเหตุจะพุ่งสูงขึ้นกว่าปี 2558 ที่ผ่านมา
เมื่อกางตัวเลขที่ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) สรุปสถิติอุบัติเหตุทางถนนสะสม 7 วันอันตราย ระหว่างวันที่ 29 ธ.ค. 2558–4 ม.ค. 2559 เกิดอุบัติเหตุรวม 3,379 ครั้ง เสียชีวิต 380 คน บาดเจ็บ 3,505 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยสาเหตุหลักของอุบัติเหตุคือเมาสุรา
ขอทุบโต๊ะว่า รัฐบาลควรมีมาตรการที่เข้มข้นทางสังคมเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังและถาวร อย่าทำงานบังคับใช้กฎหมายเพียงแค่ช่วงเทศกาลสำคัญๆ เท่านั้น







