
ผลตอบแทนกับความผันผวน
โดย ดร.ศุภกร สุนทรกิจ กรรมการบริหาร สายงาน Wealth Management บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด
โดย ดร.ศุภกร สุนทรกิจ กรรมการบริหาร สายงาน Wealth Management บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด
สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รัก แน่นอนครับว่าทุกๆปลายปีเม็ดเงินจะเริ่มสะพัดขึ้นแต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจประกอบกับความคาดหวังในการเติบโตของเศรษฐกิจซึ่งแน่นอนครับว่าจะผูกพันถึงความมั่นคงและการเติบโตของรายได้ของเราด้วย วันนี้ผมจึงอยากขยายความถึงองค์ประกอบหลักอีกด้านหนึ่งของการลงทุนรวมถึงเพิ่มมุมมองถึงสินทรัพย์ประเภทอื่นที่น่าสนใจในช่วงนี้
ในการลงทุนสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญคือ “ผลตอบแทนและความเสี่ยง” ซึ่งองค์ประกอบของผลตอบแทนสามารถแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ เงินที่ได้รับจากสินทรัพย์ (เงินปันผล ดอกเบี้ย) และการเพิ่มขึ้นของราคา ซึ่งแต่ละหลักทรัพย์จะมีองค์ประกอบทั้งสองอยู่แต่ในสัดส่วนไม่เท่ากันเช่น ตราสารหนี้มีส่วนแรกเป็นหลัก กองทุนอสังหาริมทรัพย์มีส่วนแรกในสัดส่วนที่มากกว่า ในขณะที่หุ้นจะมีส่วนที่สองเป็นส่วนใหญ่ ส่วนทองคำ และน้ำมันจะมีส่วนหลังเท่านั้นดังนั้น ผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนของเราขึ้นกับสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละอย่าง ส่วนความเสี่ยงสามารถแยกเป็นความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงของผลตอบแทนในแต่ละส่วน
หากเทียบความผันผวนของผลตอบแทนทั้ง 2 ส่วนความผันผวนของเงินที่รับจากสินทรัพย์เช่น การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้ เงินปันผลของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หรือเงินปันผลที่ได้จากหุ้นปันผล ส่วนใหญ่จะค่อนข้างต่ำ ดังนั้นผลตอบแทนที่นักลงทุนจะคาดหวังจากการลงทุนจึงคาดการณ์ง่ายกว่าการลงทุนในหุ้นที่มีองค์ประกอบของเงินปันผลน้อย
ส่วน การเปลี่ยนแปลงของราคา เช่น ราคาหุ้น ที่มีความผันผวนมากกว่าเนื่องจากราคาของหุ้นที่นักลงทุนซื้อขายจะใช้การคาดการณ์ผลการดำเนินงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่นข่าวที่กระทบต่อการเพิ่มขึ้นของรายได้ ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ง่าย เมื่อได้การคาดการณ์แล้วจึงทำการประมวลผลเป็นผลกำไรที่จะเติบโตในอนาคตและออกมาเป็นตัวเลขพีอี เรโชหรือราคาหุ้นหารด้วยผลตอบแทน ซึ่งผันผวนมากกว่าและทำให้ผลตอบแทนของหุ้นผันผวนมากกว่าด้วย ส่วนทองคำและน้ำมันนั้นยิ่งไม่มีผลกำไรดังนั้นราคาจึงสะท้อนแต่เพียงข่าวซึ่งกระทบต่ออุปสงค์และอุปทานซึ่งเป็นตัวที่นักลงทุนใช้ในการประเมินราคา(เป็นส่วนใหญ่)
ดังนั้นในการจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมเราจึงควรรู้ไส้ในของผลตอบแทนของพอร์ตเราก่อนเพื่อเป็นแนวทางในการวิเคราะห์หาผลตอบแทนรวม บางหลักทรัพย์ก็ง่ายแทบไม่ต้องทำอะไรเช่นตราสารหนี้ ส่วนหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นมา(แต่ก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาเช่นกัน) หลายกลุ่มที่น่าสนใจในการนำเข้ามาอยู่ในเรดาห์สำหรับพิจารณาลงทุนในอนาคตเช่น
1.กองทุนประเภทไฮยิลด์ ปัจจุบันราคาปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจากการสะท้อนการรับรู้เรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของเฟดจึงเริ่มมีการให้ยิลด์ที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมาโดยปัจจุบันกองทุนไฮยิลด์ที่เน้นการลงทุนในอเมริกามีผลตอบแทนที่สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลถึง 6.15%
2.กองทุนอสังหาริมทรัพย์ มีรายได้ส่วนหนึ่งจากเงินปันผลโดยการนำรายได้หักด้วยค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานของสินทรัพย์นั้นๆบวกกับค่าใช้จ่ายของกองทุนแล้วจึงนำมาจ่ายเป็นเงินปันผล ซึ่งในประเทศไทยกับของสิงคโปร์ตอนนี้ให้ตัวเลขดังกล่าวค่อนข้างสูง ในขณะที่ของทางยุโรปได้รับอานิสงค์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้ราคาปรับตัวเพิ่มในรอบปีที่ผ่านมา
3.หุ้นปันผลในประเทศที่ราคาปรับตัวลดลงมาก ทำให้มีหุ้นปันผลหลายตัวที่มีอัตราการจ่ายปันผลที่สูงขึ้น โดยหุ้นบางตัวมีประวัติการจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอหรือจ่ายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง (ส่วนใหญ่มีผลกำไรที่เพิ่มขึ้นด้วย)
แต่ถ้าเราสนใจหุ้นที่คาดว่าจะมีราคาปรับตัวสูงขึ้นจากรายได้ที่จะได้รับในอนาคตก็ต้องเข้าใจที่มาของรายได้นั้น เช่นหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว หุ้นกลุ่มรับเหมาหรือหลายคนที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศเช่น อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ก็ต้องเข้าใจว่าการปรับเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นในอดีตนั้นส่วนใหญ่เกิดจากความคาดหวังของผลกำไรที่บริษัทจะได้รับเพิ่มขึ้นในอนาคตเนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เริ่มฉายแววแห่งความสำเร็จออกมาให้เห็น
สุดท้ายก็ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านโชคดีและประสปความสำเร็จและความสุขจากการลงทุนครับ







