
วิถีไทยที่ 'ทับเบิก'
จากความทรงจำของผม “ภูทับเบิก” ถูกโปรโมทผ่านสื่อกระแสหลักครั้งแรกเมื่อสัก 5-6 ปีก่อน ผ่านการเป็นโลเกชั่นละครดังเรื่องหนึ่ง
โดย...คุณบ๊งเบ๊ง [email protected]
จากความทรงจำของผม “ภูทับเบิก” ถูกโปรโมทผ่านสื่อกระแสหลักครั้งแรกเมื่อสัก 5-6 ปีก่อน ผ่านการเป็นโลเกชั่นละครดังเรื่องหนึ่ง
เป็นห้วงเวลาใกล้ๆ กับช่วงที่สถานที่ท่องเที่ยวอีกสองแห่ง คือ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน และ อ.เชียงคาน จ.เลย ถูกบ่นจากนักท่องเที่ยวแล้วว่า “คนเยอะ” เกินไป
หลังจากภาพวิวทะเลหมอกและไร่กะหล่ำปลีสุดลูกหูลูกตาถูกเผยแพร่ ภูทับเบิกก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตที่คนกรุงต้องไป “เช็กอิน” ในทันที
ช่วงแรกคนกรุงที่ขับรถขึ้นเขาคดเคี้ยวขึ้นไปนั้นต่างก็พากันบ่นว่าไม่มีอะไร นอกจากที่ว่างๆ จะหาข้าวกินก็มีอยู่ไม่กี่ร้าน จะหากาแฟดื่มก็มีแต่กาแฟชงทรีอินวัน
ด้วยเหตุนี้ จากไร่กะหล่ำก็กลายเป็นรีสอร์ท จากกระท่อมที่ชาวม้งอยู่กันอย่างเรียบง่ายก็กลายเป็นร้านกาแฟสด ใครแวะมาเพชรบูรณ์ก็ต้องขึ้นทับเบิกให้ได้ ช่วงเทศกาลจึงได้เห็นรถต่อคิวยาวกันแห่ขึ้นไปชมวิวจนจอดตาย คลัตช์ไหม้กันไปหลายคัน
เมื่อบูมเข้าเรื่อยๆ ก็ต้องแย่งกันหาจุดขายด้วยการตั้ง “ทัศนอุจาด” เป็นต้นว่า “หุ่นไดโนเสาร์” ขนาดยักษ์ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปคู่
แม้มหาชนจะยังคลาคล่ำจนสร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้เพชรบูรณ์มหาศาล แต่ผลสะท้อนอีกด้านก็ทำให้ “ทับเบิก” ถูกตำหนิจากผู้รักธรรมชาติว่ารกจนเกินเยียวยา
เป็นปัญหาเดียวกับแหล่งท่องเที่ยวอื่นทั่วประเทศที่ถูกกล่าวโทษแบบเดียวกันว่ารัฐไม่มีน้ำยาในการจัดระเบียบ
ในที่สุดสูตรสำเร็จก็กลับมา หน่วยงานรัฐซึ่งครั้งนี้เปลี่ยนผู้เล่นจากกรมอุทยานฯ เป็นกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และกรมป่าไม้ ต้องทำหน้าที่ขึงขังสั่งรื้อถอนรีสอร์ท-ร้านอาหาร รวมถึงสถาปัตยกรรมที่รกระเกะระกะออกให้หมด
เพื่อให้ทับเบิกกลับมาเป็นไร่กะหล่ำปลีและเป็นจุดกางเต็นท์อันเป็นที่ชื่นชมของผู้รักความสงบเหมือนเดิม
ปัญหาสำคัญก็คือในขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยรณรงค์ เรื่อง “ท่องเที่ยววิถีไทย” อย่างต่อเนื่อง และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงตัวจังหวัด ก็ได้งบประมาณก้อนโตในการประชาสัมพันธ์ ถึงขั้นซื้อป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ ได้ แต่กลับไม่มีใครเข้าไปจัดการความรกรุงรังของพื้นที่เหล่านี้
เป็นสตอรี่เดียวกันกับการ “ทวงคืนผืนป่า” และ “ทวงคืนชายหาด” ที่ เขาใหญ่ วังน้ำเขียว เกาะพีพี เกาะหลีเป๊ะ ฯลฯ ซึ่งรัฐบาลชุดนี้พยายามสร้างภาพความรักป่าและรักทรัพยากรธรรมชาติ แต่ทว่าสุดท้ายก็จัดการได้เพียงแค่ปลาซิวปลาสร้อย
หมายความว่า กฎหมายและอำนาจล้นฟ้าที่มีไม่อาจไปถึงผู้มีอิทธิพล-คนมีเงินทั้งหลาย หากแต่บังคับใช้ได้เฉพาะชาวบ้านที่โชคร้ายเท่านั้น
บางทีการจัดการแบบลูบหน้าปะจมูกต่างหากที่เป็นความหมายจริงของ “การท่องเที่ยววิถีไทย”
คำถามก็คือ งวดต่อไปหวยจะออกที่แหล่งท่องเที่ยวใด ที่จะถูกนักท่องเที่ยวผู้รักความสบายและเจ้าหน้าที่รัฐผู้รักความ “ยุติธรรม” ย่ำยีต่อไปในอนาคต







