
กระแสทุนยังไหลออกจากหุ้นไทย (2)
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต จำกัด (มหาชน)
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต จำกัด (มหาชน)
หลังคลายวิตกข่าวจีนลดค่าเงินหยวน ตลาดกลับมาให้ความสำคัญกับ 1) สัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐ เพื่อประเมินแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟด 2) เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นช้า จนกดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และ 3) กระแสเงินทุนไหลออก
ค่าเงินหยวนเริ่มนิ่ง สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรงตัวอยู่ที่ 6.3818 หยวน/$ อ่อนลง2.94% จากสัปดาห์ก่อนหน้า หลังจีนให้คำมั่นที่จะรักษาเสถียรภาพค่าเงินหยวน
ช่วงต้นสัปดาห์ก่อน ตลาดการเงินวิตกว่า เงินหยวนจะอ่อนค่าไปเรื่อยๆ จนจุดกระแส “สงครามค่าเงิน” แถมถูกตีความเชิงลบว่า เศรษฐกิจจีนจะขยายตัวไม่ถึง 7% จนต้องใช้นโยบาย “หยวนอ่อน” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจีนเพิ่มเติม
นับจากต้นปี 57 ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นถึง 20% ในทางตรงข้ามเงินสกุลอื่นอ่อนค่าลงมากเมื่อเทียบกับดอลลาร์ นำโดยเงินยูโรที่อ่อนค่าถึง 23% ริงกิต 23% เยน 18% วอน 13% รูเปี๊ยะห์ 13% สิงคโปร์ดอลลาร์ 11% ส่วนเงินบาท 8% ขณะที่ค่าเงินหยวนเกาะติดดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเวลาเดียวกันจึงอ่อนลงเพียง 3% (การอ่อนค่าทั้งหมดของหยวนเกิดในสัปดาห์ที่แล้ว)
การที่เงินบาทอ่อนค่าน้อยกว่าประเทศคู่ค้าและคู่แข่งที่สำคัญ มีส่วนซ้ำเติมการส่งออกของไทย ที่เผชิญปัญหาการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอยู่แล้ว
แนวโน้มดอลลาร์แข็งค่า ถูกผลักดันจากแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟด และเศรษฐกิจสหรัฐที่ฟื้นตัวดีกว่าภูมิภาคอื่น ขณะที่การอ่อนค่าอย่างมากของค่าเงินมาเลเซียและอินโดนีเซีย ได้เพิ่มความเสี่ยงให้กับค่าเงินบาท แม้เสถียรภาพภายนอกของเศรษฐกิจไทยจะดูดีกว่ามากก็ตาม คือ เราเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ตรงข้ามกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย แถมฐานะทุนสำรองเงินตราต่างประเทศก็แข็งแรงกว่า
กระแสการคาดการณ์แนวโน้มบาทอ่อนได้กระตุ้นกระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง
เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวส่งผลลบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยผ่านช่องทางการส่งออกและการท่องเที่ยว
จีนเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทยและอาเซียน โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ไทยส่งออกไปจีน/ฮ่องกง 16.1% และอาเซียน 26% ของการส่งออกรวม
ภาคท่องเที่ยวไทยยังพึ่งพิงนักท่องเที่ยวจีนและอาเซียนสูงถึงอย่างละ 26% ของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาในไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนจึงฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยให้ล่าช้าออกไป
นอกจากนั้น มุมมองเชิงลบต่อเศรษฐกิจจีนที่เป็นผู้ใช้สินค้าโภคภัณฑ์รายยักษ์ของโลก ยังซ้ำเติมราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว พลอยกดดันหุ้นกลุ่มพลังงานและเหมืองแร่ทั่วโลก
เศรษฐกิจของตลาดอีเมอร์จิ้งพึ่งพิงรายได้จากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ในสัดส่วนที่สูงกว่าของประเทศที่พัฒนาแล้ว ภาวะตกต่ำของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ จึงส่งผลลบต่อเศรษฐกิจของตลาดอีเมอร์จิ้ง กำลังซื้อที่อ่อนแอลง พลอยฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เมื่ออุปสงค์ของโลกชะลอก็วนกลับมาซ้ำเติมราคาสินค้าโภคภัณฑ์ วนกลับไปกลับมา กลายเป็นวงจรอุบาทว์ (Vicious Cycle)
ราคาน้ำมันดิบที่ตลาดสหรัฐปิดแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 6 ปีครึ่งในวันพฤหัส แม้จะกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยในวันศุกร์ แต่ยังอ่อนแรงลงเป็นสัปดาห์ที่ 7 ติดต่อกันจากความวิตกเกี่ยวกับอุปสงค์จากจีนและความกังวลเกี่ยวกับน้ำมันล้นตลาด
ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับจีนหลังการลดค่าเงินหยวน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ร่วงลง ได้สกัดความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
เศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวที่ล่าช้าและไม่มีแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลก ทำให้กระแสเงินทุนส่วนหนึ่งวิ่งเข้าหาหุ้น Defensive รวมถึงกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานมีเสถียรภาพ และจ่ายปันผลสม่ำเสมอในเกณฑ์สูง
ดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวจากโซนแนวรับ 1380จุด มาปิดอยู่ที่ 1413.92 จุด สัปดาห์นี้ มีแนวโน้มแกว่งย่ำฐาน แนวต้านอยู่ที่ 1,420 และ 1,440 จุด ตามลำดับ ขณะที่แนวรับอยู่ที่ 1,400 และ 1,375 จุด
นักลงทุนกลับมาสนใจแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟด โดยตลาดคาดว่า มีโอกาส 40% ที่เฟดจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย. หลังมีรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งหลายรายการ
เมื่อวันศุกร์ว่า เฟดเผยว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับตัวขึ้น 0.6% ในเดือนก.ค. ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด และปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 หลังจากที่ร่วงลง 5 เดือนติดต่อกันในช่วงเดือนม.ค.-พ.ค. ตัวเลขนี้บ่งชี้ถึงการฟื้นตัวของภาคการผลิต
ในสัปดาห์นี้ต้องติดตาม รายงานจีดีพีไตรมาส 2/58 ของไทย และแนวโน้มการปรับประมาณการกำไร หลังบจ.รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ไปแล้ว
สรุปว่า แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟดและการที่เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวโดดเด่นกว่าภูมิภาคอื่น ดอลลาร์สหรัฐจึงมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น กระแสเงินทุนยังคงมีแนวโน้มไหลออกจากตลาดอีเมอร์จิ้งและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ต่อไป
พบกันใหม่โอกาสหน้าครับ







