เสพติดอำนาจนิยม

วันที่ 04 พ.ค. 2558 เวลา 08:54 น.
โดย...เลอลักษณ์ จันทร์เทพ

“ประชานิยม” กับ “อำนาจนิยม” อะไรเลวร้ายมากกว่ากัน หรือจะเลวร้ายพอๆ กัน

ตั้งแต่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตัดสินใจกระชับอำนาจงัดมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 มาใช้ หวังตัดปัญหาข้อแสลงใจของชาวโลกและของผู้ใช้อำนาจเอง หลังจากบรรยากาศบ้านเมืองภายใต้ “กฎอัยการศึก” ถูกหยิบมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองทั้งภายในและภายนอกประเทศ และยังถูกใช้เป็นวาทกรรมที่ว่า บั่นทอนสิทธิเสรีภาพในสังคม

ขอขีดเส้นใต้เหตุผลและกรอบการใช้มาตรา 44 ที่นายกฯ ประยุทธ์ได้ระบุว่า “เพื่อจะดูแลเรื่องงานความมั่นคง เศรษฐกิจ การเมือง การปกครองที่ชะงักงันมาตลอดเวลา รวมถึงหวังจะดูแลความเป็นอยู่ การดำรงชีวิตของประชาชนไม่ให้เดือดร้อน และจะใช้อำนาจตามความมาตรา 44 โดยไม่ใช่ไปละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ไปมีอำนาจเหนือศาล แต่หมายความว่า หากสิ่งใดทำไม่ได้ เพราะติดกฎหมาย ก็สามารถใช้มาตรานี้เพื่อทำให้เดินหน้าได้ ที่เรียกกันว่าใช้อย่างสร้างสรรค์ อย่ากังวล”

ย้อนดูที่ผ่านมานายกฯ ได้ใช้อำนาจจากมาตรา 44 อย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการแก้ปัญหาระบบการบินของไทย ปัญหาด้านธุรกิจการประมงเพื่อแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ และล่าสุดใช้แก้ไขปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาลขายเกินราคา หากพิจารณาดูแล้วแต่ละเรื่องที่นายกฯ ใช้อำนาจมาตรา 44 เพื่อแก้ปัญหา ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเรื่องที่เร่งด่วนต้องแก้ไขปัญหาและประชาชนส่วนใหญ่ก็ชอบอกชอบใจ เพราะเห็นว่าได้ผลเร็ว แก้ปัญหาได้จริงและเด็ดขาด

ทุบโต๊ะเลยว่า การใช้มาตรา 44 อย่างต่อเนื่องแบบนี้ประชาชนจะเสพติด “อำนาจนิยม” ที่มีผลร้ายไม่ต่างจาก “ประชานิยม” ที่สามารถทำให้เกิดปัญหาในอนาคตได้ เพราะวันใดที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ เป็นไปได้ว่าประชาชนจะเรียกร้องให้มีรัฐบาลพิเศษ เพื่อที่หวังให้เข้ามาแก้ปัญหาให้ทันใจ โดยไม่สนตามหลักความถูกต้อง

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต