
ทุกข์เศรษฐี
ใครเป็นเศรษฐีมีเงินมีทอง และไปซื้อที่ดินติดป่าเขา เพื่อหวังจะสัมผัสกับธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ใครเป็นเศรษฐีมีเงินมีทอง และไปซื้อที่ดินติดป่าเขา เพื่อหวังจะสัมผัสกับธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์ เห็นทีถึงคราวต้องใจตุ๊มๆ ต่อมๆ จากปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าของทางราชการ
ว่าไปแล้ว ผู้ที่ไปซื้อที่ดินในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ หรือในเขตป่าเขา ส่วนหนึ่งคงน่าเห็นใจ เนื่องจากไปซื้อต่อจากบุคคลอื่น ไม่ได้มีเจตนาไปบุกรุกป่าแม้แต่น้อย
ซ้ำร้ายที่ดินที่ซื้อมามีเอกสารสิทธิเป็นโฉนดอย่างถูกต้องเสียด้วย
แต่สิ่งที่ตามมาก็คือการโดนยึดที่ดินคืน เพราะการออกโฉนดกระทำโดยมิชอบ
หลักการของกฎหมายที่สำคัญก็คือที่ดินที่จะได้รับโฉนด จะต้องมีการครอบครองก่อนที่จะมีการประกาศพื้นที่เป็นเขตป่านั่นเอง
และปกติที่ดินในเขตพื้นที่ป่า มักจะมีปัญหาเรื่องการออกเอกสารสิทธิ หลายพื้นที่ชาวบ้านครอบครองมาตั้งแต่ปู่ย่าตาทวด ตกทอดกันมาโดยยังไม่มีการออกโฉนด
สิ่งที่พอจะเป็นเอกสารครอบครองที่ดินก็คือส.ค. 1 หรือพวกเอกสารใบเหยียบย่ำ
จากนั้นค่อยนำเอา ส.ค. 1 มาแปลงเป็น น.ส. 3 ก. หรือ น.ส. 3 ข. ไว้ก่อน และสุดท้ายก็คือการแปลงเป็นโฉนด
ปัญหาโฉนดที่ออกทับที่ป่า จึงเกิดขึ้นนับตั้งแต่การออก ส.ค. 1 ที่ไม่มีการรังวัดอย่างถูกต้อง โดยใช้แหล่งน้ำ สภาพภูมิประเทศเป็นเกณฑ์ และเมื่อแปรสภาพมาเป็นน.ส. 3 ก. ก็มักจะเกินเลยออกไปทับที่ป่าเข้าจังเบอร์ จากนั้นเมื่อกลายเป็นโฉนด ก็อยู่ในที่ป่า
และที่ขาดไม่ได้ก็คือการออกเอกสารสิทธิบางครั้งก็ทำถูกบ้าง ผิดบ้าง โดยเฉพาะถ้าให้อำนาจเฉพาะท้องถิ่นภายในตัวจังหวัดมาจัดการมันก็เลยเกิดการยัดไส้ขึ้นมา
ที่สำคัญก็คือการที่มีนายทุนเข้าไปซื้อต่อใบ ส.ค.1 หรือเอกสารสิทธิอื่นๆจากนั้นก็มาแปลงโฉมผ่านขั้นตอนต่างๆ เพื่อเป็นโฉนดภายหลัง
โฉนดเหล่านี้ยังมีการฟอกเปลี่ยนมือซื้อขายกันไปหลายทอด จนสุดท้ายไม่รู้ที่มาที่ไปที่แน่ชัด
วันนี้คนที่มีที่ดินผืนงามจึงเกิดทุกข์ จะโดนยึด พร้อมๆ กับมีคดีความติดปลายนวมหรือไม่ก็ยังไม่รู้
เวรกรรมจริงๆ







