
กำไรบจ.และนโยบายการเงินชี้ทิศหุ้นไทย
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต จำกัด (มหาชน)
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต จำกัด (มหาชน)
ตลาดหุ้นไทยช่วงนี้จะแกว่งสร้างฐานในกรอบ 1530-1570 จุด ขึ้นอยู่กับตัวแปรผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และนโยบายการเงินของเฟด รวมถึงของ ธปท.
สัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นแบงก์ถูกขายอย่างหนัก โดยเฉพาะ KTB และ TMB หลังรายงานงบไตรมาสแรกแย่เกินคาด เนื่องจากเศรษฐกิจฟื้นช้า ขณะที่ NPL ไต่ขึ้น จึงนำไปสู่การปรับลดประมาณการกำไร และมูลค่าหุ้นในหลายๆ ธนาคาร
บจ.ที่เหลือจะทยอยรายงานงบไตรมาสแรกก่อนถึงเส้นตายในวันที่ 15 พ.ค. นี้เช่นเดียวกับหุ้นแบงก์ หุ้นที่เหลือโดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งกำลังซื้อในประเทศ คงได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ฟื้นช้า
แม้ความคาดหวังต่อกำไร จะถูกปรับลงระหว่างทาง แต่ยังคงมีความเสี่ยงไม่น้อยที่ตลาดจะ “ผิดหวัง” หากเป็นนั้นจะนำไปสู่การปรับลดประมาณการ และมูลค่าหุ้น เฉกเช่นเดียวกันที่หุ้นธนาคารเผชิญก่อนหน้านี้
ช่วงต้นปี นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์กำไรสุทธิปีนี้จะเติบโตได้เกิน 16% แต่สัญญาณเศรษฐกิจไทยและของคู่ค้าที่สำคัญที่ฟื้นช้า แถมเปราะบาง คงทำให้ประมาณการนี้ดูไกลเกินจริง
ค่าพีอีตลาดหุ้นไทยที่ใช้ประมาณการกำไรปี 58 ขณะนี้อยู่ที่ราว 15.6 เท่า จึงเสี่ยงที่จะไต่สูงขึ้นจากการปรับลดกำไร ขณะที่ค่าพีอีของตลาดหุ้นเพื่อนบ้านเอเชียที่ไม่รวมญี่ปุ่นอยู่ที่ราว 13.2 เท่า
ผู้ลงทุนต่างชาติจึงให้ความสนใจตลาดหุ้นบ้านเราน้อย แถมส่วนใหญ่รอ “เลือกตั้ง” เนื่องจากถูกใช้เป็นสัญญาณว่า การเมืองไทยจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่การที่พรรคใหญ่เสนอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไป เพื่อแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงเรียกร้องให้มีการทำประชามติ
สัญญาณ “เลื่อนเลือกตั้ง” จึงสุ่มเสี่ยงที่จะถูกตีความเชิงลบ โดยเฉพาะหากออกมาจากผู้กุมทิศทางประเทศ
นอกเหนือจากกำไรไตรมาสแรก ยังต้องติดตามการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในกลางสัปดาห์นี้ ซึ่งคาดว่าจะมีการส่งสัญญาณเพิ่มเติมเกี่ยวกับจังหวะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด
ล่าสุดนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า เฟดจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ย.นี้ จากนั้นจะปรับขึ้นอย่างช้าๆ หลังการประชุมเฟด หากตีความว่า เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยก่อนเดือน ก.ย. จะส่งผลลบต่อตลาดหุ้น
ด้านการประชุมกนง.ในวันที่ 29 เม.ย.นี้ ธปท.ยังคงมีพื้นที่ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หลังเศรษฐกิจฟื้นช้า และเงินเฟ้อเสี่ยงหลุดต่ำกว่าเป้า ขณะที่การกระตุ้นจากนโยบายการคลังยังทำได้ล่าช้ากว่าแผน
การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังคงอ่อนแอ ความคืบหน้าของเมกะโปรเจคล่าช้ากว่าแผน ขณะที่การส่งออกหดตัวในช่วงไตรมาสแรก กล่าวได้ว่า 4 เครื่องยนต์ ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยัง “ติดๆ ดับๆ”
อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันมิได้เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นเศรษฐกิจ และคงมีประสิทธิผลจำกัดต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ กนง.จึงอาจเลือกเก็บกระสุนไว้ใช้ในยามจำเป็น
ในแง่ตลาดหุ้น จะตอบรับเชิงบวกหากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะในหุ้นที่อ่อนไหวกับอัตราดอกเบี้ย เช่น หุ้นลิสซิ่ง อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
จับตาการสถานการณ์การเจรจาหนี้กรีซ ซึ่งการประชุมครั้งล่าสุดระหว่างกรีซและรัฐมนตรีคลังของยูโรโซนเมื่อวันศุกร์ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใดๆ ขณะที่กรีซยังคงมีความขัดแย้งกับกลุ่มประเทศเจ้าหนี้เกี่ยวกับมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจที่ต้องดำเนินการเพื่อแลกกับการได้รับเงินช่วยเหลืองวดต่อไป เพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ และเสี่ยงต่อการหลุดออกจากยูโรโซน
นักลงทุนเริ่มชาชินกับปัญหาหนี้กรีซ ประกอบกับกรีซมีขนาดเศรษฐกิจเล็กเมื่อเทียบกับยูโรโซน หนี้กรีซจึงน่าจะมีผลจำกัดต่อตลาดหุ้นไทย
การฟื้นตัวช่วงนี้จะเป็นไปอย่างจำกัด แนะแบ่งขายทำกำไรช่วงที่ดัชนีแกว่งเข้าใกล้แนวต้าน 1570 จุด ส่วนแนวรับขึ้นมาอยู่ 1540 และ 1530 จุด
พบกันใหม่โอกาสหน้าครับ







