
วางกลยุทธ์การเข้าลงทุนในไตรมาส 2
โดย..เอกพิทยา เอี่ยมคงเอกกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอกการลงทุน ความผันผวนในตลาดหุ้นไทยที่เกิดขึ้น ในช่วงสัปดาห์นี้ หลายท่านอาจจะมองว่า เกิดจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นต่างประเทศ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น กรณีเราพิจารณาในเชิงลึก ต้องยอมรับว่า การปรับตัวลดลงของ ตลาดหุ้นในสัปดาห์นี้ เหตุผลจริงๆ มาจากเรื่องของ กำไรของหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์เป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นแนวคิดหลัก ก็คือ ผลประกอบการคือ ปัจจัยหลัก และกรณีคิดในแง่ของเหตุผล ก็คือ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนก็จะขึ้นหรือลงตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจโต บริษัทจดทะเบียนก็จะมีกำไรเพิ่มขึ้น แต่กรณีเศรษฐกิจชะลอตัวกว่าที่คาด เศรษฐกิจก็จะมีการปรับตัวลดลงด้วย ซึ่งแน่นอนว่า ในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมาการเติบโตทางเศรษฐกิจน้อยกว่า ที่มีการคาดการณ์บริษัทโดยส่วนใหญ่กำไรก็ควรจะมีการปรับตัวลดลงมา ยกตัวอย่างกลุ่มธนาคารพาณิชย์ สินเชื่อก็ต้องขยายตัวต่ำกว่าที่คาด และ NPL ก็ต้องปรับตัวสูงขึ้น เป็นต้น ซึ่งก็น่าจะคาดได้ต่อว่า หุ้นในกลุ่มอื่นๆ ก็เป็นเช่นนั้น คือ น่าจะออกม
โดย..เอกพิทยา เอี่ยมคงเอก
กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอกการลงทุน
ความผันผวนในตลาดหุ้นไทยที่เกิดขึ้น ในช่วงสัปดาห์นี้ หลายท่านอาจจะมองว่า เกิดจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นต่างประเทศ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น กรณีเราพิจารณาในเชิงลึก
ต้องยอมรับว่า การปรับตัวลดลงของ ตลาดหุ้นในสัปดาห์นี้ เหตุผลจริงๆ มาจากเรื่องของ กำไรของหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์เป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นแนวคิดหลัก ก็คือ ผลประกอบการคือ ปัจจัยหลัก และกรณีคิดในแง่ของเหตุผล ก็คือ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนก็จะขึ้นหรือลงตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจโต บริษัทจดทะเบียนก็จะมีกำไรเพิ่มขึ้น แต่กรณีเศรษฐกิจชะลอตัวกว่าที่คาด เศรษฐกิจก็จะมีการปรับตัวลดลงด้วย ซึ่งแน่นอนว่า ในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมาการเติบโตทางเศรษฐกิจน้อยกว่า ที่มีการคาดการณ์บริษัทโดยส่วนใหญ่กำไรก็ควรจะมีการปรับตัวลดลงมา
ยกตัวอย่างกลุ่มธนาคารพาณิชย์ สินเชื่อก็ต้องขยายตัวต่ำกว่าที่คาด และ NPL ก็ต้องปรับตัวสูงขึ้น เป็นต้น ซึ่งก็น่าจะคาดได้ต่อว่า หุ้นในกลุ่มอื่นๆ ก็เป็นเช่นนั้น คือ น่าจะออกมาดีน้อยกว่าที่คาด ยกเว้นหุ้นกลุ่มที่เป็นสินต้าโภคภัณฑ์ เพราะนั้น ขึ้นอยู่กับการแกว่งตัวของราคาวัตถุดิบ
ซึ่งทั้งหมด ก็น่าจะมองได้ว่า การประกาศผลประกอบการที่กำลังออกมา ไม่น่าจะเป็นปัจจัยบวก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำ ณ.ปัจจุบันก็คือ การสร้างกลยุทธ์ที่ล้อ กับการคาดการณ์ GDP เพราะชัดเจน อยู่แล้วว่า ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนมีการเคลื่อนไหวในทางเดียวกัน ซึ่ง การประเมิน GDP ในปีนี้ น่าจะมองได้ว่า ไตรมาส 1 น่าจะเป็นไตรมาสที่ต่ำสุด และทรงตัวในไตรมาส 2 ซึ่งในที่สุด น่าจะฟื้นตัว หรือปรับตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะน่าจะมีแรงส่งจากเรื่องโครงการภาครัฐ
เพราะฉะนั้น จึงน่าจะคาดได้ว่า ไตรมาส 2 จะเป็นช่วงเวลาของการแกว่งตัวของ SET INDEX คือ ไม่น่าขึ้นแรงหรือลงแรง แต่การประเมิน ในจุดต่ำสุด เมื่อเทียบ PE และความผันผวนบวกแนวคิดในเชิงการวิเคราะห์เทคนิค ก็จะได้ตัวเลข 1400 หรือ 1500 ซึ่งก็หมายถึง ต้องเตรียมพร้อมในการเข้าลงทุนช่วงไตรมาส 2 กรณี SET INDEX มีการปรับตัวลดลงมาในตัวเลขดังกล่าว นั้นก็คือ จังหวะซื้อ
มองต่อในไตรมาส 3-4 การซิกแซกขึ้น ควรจะเกิดขึ้น มิเช่นนั้น อาจจะมองได้ว่า การเคลื่อนไหวของ GDP อาจจะไม่เป็นไปตามคาดการณ์ ส่วนหุ้นกลุ่มที่น่าสนใจในการเข้าลงทุนเริ่มตันก็ต้องเน้นกลุ่มที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์อย่างเช่น พลังงาน และปิโตเคมีเป็นต้น
บทสรุป บทความในวันนี้ เป็นเพียงการขยายความต่อเนื่องในเรื่องของการวางกลยุทธ์ในการเล่นระยะสั้น กลางที่เคยคาดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ว่าไม่ต้องกลัวการตกรถ เพียงแต่เสริมในเชิงตัวเลข SET INDEX ที่เราต้องตั้งหลัก คือ 1400 หรือ 1500 จะเป็นบริเวณที่เราจะเข้าสะสม บริเวณใดบริเวณหนึ่งในช่วงไตรมาส 2 ?







