
ออมจากน้อย เป็นร้อยล้าน (ตอนที่ 2)
โดย กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์
โดย กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์
เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ผมเขียนบทความเรื่อง “ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน (ตอนที่ 1)” ซึ่งเป็นชื่อหนังสือเล่มที่ 2 ของผม แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมเห็นว่าเรื่องภาษีที่กำลังเป็น Talk of the town จึงได้เขียนแทรกขึ้นมา สัปดาห์นี้เรามาต่อในตอนที่ 2 กันครับ
ในบทความตอนที่ 1 ผมได้พูดถึง Mindset ที่ถูกต้องของการออมเงินว่าควรเป็นอย่างไร รวมทั้งการตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นต่างๆ
ปัจจุบันคนที่จบปริญญาตรีจะได้รับเงินเดือนขั้นต่ำ 1.5 หมื่นบาท บางคนจบบางคณะที่เป็นที่ต้องการของแหล่งงาน หรือจบจากสถาบันที่มีชื่อเสียง พร้อมเกรดที่ดี อาจจะได้รับเงินเดือนเริ่มต้นที่ 2–2.5 หมื่นบาทเสียด้วยซ้ำ ผมขอยกตัวอย่างเป็นตุ๊กตา 2 คน คือ
1.นาย A ได้เงินเดือน เดือนละ 1.5 หมื่นบาท ปัจจุบันยังอาศัยอยู่กับคุณพ่อคุณแม่
2.นาย B ได้เงินเดือน เดือนละ 2.5 หมื่นบาท ปัจจุบันออกมาอยู่เองตามลำพัง
ถ้านาย A และนาย B อยากจะเป็นว่าที่เศรษฐีเงินล้านในระยะเวลาไม่นาน หรือเป็นเศรษฐีร้อยล้านตอนอายุ 50 ปี เขาควรจะจัดการกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ของเขาอย่างไร เพื่อจะได้บรรลุเป้าหมายของเขาได้
นาย A นาย B
ค่าเช่าบ้าน --- 3,000
ค่าอาหารมื้อเช้าและเย็น --- 3,000
ค่าอาหารมื้อกลางวัน 1,500 1,500
ค่าเดินทาง 1,500 1,500
ค่าโทรศัพท์+ค่าน้ำ+ค่าไฟ 200 800
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ 2,200 2,200
ค่าใช้จ่ายรวม 5,400 12,000
โดยกำหนดให้
1.ค่าอาหารและเครื่องดื่มมื้อละ 50 บาท ปัจจุบันข้าวแกงจานละ 30-45 บาท แล้วแต่สถานที่ ส่วนน้ำดื่ม เวลาผมไปเที่ยวต่างประเทศ ผมจะซื้อน้ำดื่มขวดใหญ่แล้วมาแบ่งใส่ขวดเล็กๆ ทำให้ประหยัดค่าน้ำดื่ม เพราะว่าน้ำดื่มบางประเทศขวดเล็กๆ 500 ซีซี ตกขวดละ 40-50 บาทเลยทีเดียว อาจจะดูเหมือนเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว แต่ถ้าคุณมุ่งมั่นจะเป็นว่าที่เศรษฐีเงินล้านหรือมหาเศรษฐีร้อยล้าน เรื่องแค่นี้จิ๊บๆ ครับ อย่าได้แคร์คนนินทา เอาไว้เรามีเงินล้านก่อนเขา เขาจะต้องอิจฉาเราครับ
2.การเดินทาง ถ้าได้พักที่ใกล้รถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็น BTS หรือ MRT และบังเอิญที่ทำงานของคุณอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS หรือ MRT คุณก็สามารถซื้อตั๋ว 45 เที่ยวสำหรับ BTS หรือตั๋วเดือนสำหรับ MRT ถ้าที่บ้านและหรือที่ทำงาน
คุณไม่อยู่ใกล้รถไฟฟ้าทั้งสองระบบ คุณควรจะใช้รถเมล์เป็นพาหนะหลัก เพื่อที่จะให้ค่าเดินทางอยู่ในงบไม่เกิน 1,500 บาท/เดือน
ดีที่สุดคือ ควรจะหาที่พักที่ใกล้ที่ทำงานมากที่สุด ยิ่งเดินไปทำงานได้ยิ่งดี ทำให้คุณสามารถประหยัดค่าเดินทาง แล้วเอาค่าเดินทางไปโปะเป็นค่าเช่าบ้านแทน คุณก็มีเวลาสำหรับชีวิตมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องตื่นแต่เช้าตรู่ หรือเอาเวลาที่คุณประหยัดได้เพื่อที่จะทำงานโอที รวมทั้งหาจ๊อบอื่นๆ ทำในฐานะฟรีแลนซ์ตามความถนัดส่วนตัว เช่น อาจจะเป็นติวเตอร์สอนเด็กมัธยม ทำขนมหวานแล้วไปฝากขายตามร้านอาหาร หรือขนมเบเกอรี่ต่างๆ ใครจะไปรู้ คุณอาจจะกลายเป็นติวเตอร์ชื่อดัง จนมาตั้งสถาบันติวเตอร์ของตัวเอง หรือขนมหวานที่คุณทำรสชาติถูกปากคนส่วนใหญ่จนบอกปากต่อปาก ยิ่งปัจจุบันโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลสูง คนที่ทานไปแล้วอาจจะโพสต์ลงเฟซบุ๊กหรือไลน์ ซึ่งเป็นโซเชียลมีเดียยอดนิยมของคนไทย ยิ่งคุณใส่ตรายี่ห้อของคุณเองพร้อมเบอร์โทรศัพท์ของคุณ ลูกค้าที่ไปซื้อขนมของคุณที่ร้านอาหารหรือร้านขนมเบเกอรี่เหล่านี้ อาจจะโทรสั่งจากคุณเองได้อีก ร้านขนมดังๆ หลายร้านก็มีจุดเริ่มต้นแบบนี้นะครับ
3.ทำความสะอาดห้องและซักรีดเอง กรณีนาย A อาจจะสบายหน่อย เพราะว่าหลายๆ บ้าน งานเหล่านี้คุณแม่ที่แสนดีจะเป็นผู้รับภาระแทนคุณด้วยความเต็มใจ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร (ยกเว้นมื้อกลางวัน) รวมทั้งค่าใช้จ่ายจิปาถะหลายอย่างทางบ้านเป็นผู้ออกให้ ตอนเช้าตื่นเช้าหน่อย ตอนเย็นหลังเลิกงานรีบดิ่งกลับบ้าน คุณแม่ของคุณคงดีใจที่จะได้ทำอาหารมื้อเช้าและมื้อเย็นให้คุณทาน เผลอๆ จะทำกล่องอาหารมื้อกลางวันให้คุณด้วย ถ้าคุณร้องขอ มื้อเย็นก็ได้ทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากับทางบ้าน ครอบครัวเป็นสุขแน่ๆ
รู้อย่างนี้ นาย A ควรจะรักคุณพ่อคุณแม่ให้มากนะครับ ส่วนนาย B จะต้องจ่ายค่าอาหารทั้งสามมื้อเอง รวมทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เอง อย่างไรก็ตาม ทั้งนาย A และนาย B ควรจะน้อมรับพระราชโอวาทเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” เพียงเท่านี้คุณก็ก้าวไปครึ่งทางของการเป็นว่าที่เศรษฐีเงินล้านแล้วครับ เสียดายเนื้อที่หมดแล้ว
เอาไว้ต่อตอนที่ 3
ในสัปดาห์หน้าครับ แต่ถ้าท่านอดใจรอไม่ไหว ลองหาหนังสือ “ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน” มาอ่านดูกันครับ ซึ่งข้างในจะมีรายละเอียดมากกว่าในบทความนี้ครับ







