
อนาคตเศรษฐกิจไทยและผลกระทบต่อตลาดหุ้น
โดย...อาทิตย์ ทองเจริญ ฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์การลงทุนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย
โดย...อาทิตย์ ทองเจริญ ฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์การลงทุนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย
หลังจากตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ จนปัจจุบันสิ้นไตรมาสแรกของปีไปแล้ว ก็ยังดูไม่เห็นวี่แววของการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทย ทำให้ตลาดหุ้นไทยที่เคยพุ่งขึ้นไปกว่า 8% ในปีนี้ กลับต้องมาปิดไตรมาสที่ระดับแทบจะเท่ากับช่วงต้นปีที่ผ่านมา หรือเรียกได้ว่าแทบไม่มีการเติบโตเลย ยิ่งถูกกระหน่ำด้วยกระแสข่าวเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ช้ากว่าคาด ก็ดูเหมือนจะทำให้ตลาดหุ้นไทยขาดความน่าสนใจไป และทำให้เม็ดเงินต่างชาติไหลออกจากหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นปี มีเม็ดเงินทุนจากต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นไทยไปแล้วกว่า 1 หมื่นล้านบาท
สาเหตุหลักๆ ที่กดดันตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ คงหนีไม่พ้นประเด็นเรื่องของภาวะเศรษฐกิจ ที่เคยคาดการณ์กันไว้ว่าปีนี้น่าจะเติบโตได้ในระดับใกล้เคียง 4% แต่ผ่านไปยังไม่ถึงไตรมาส นักวิเคราะห์และสำนักวิจัยเศรษฐกิจต่างๆ ก็ได้ทยอยกันออกมาปรับลดประมาณการกันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3.80% หรือศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่ปรับประมาณการลงมาอยู่ที่ระดับ 2.80% เป็นต้น โดยสาเหตุหลักเนื่องมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ช้ากว่าที่คาดกันไว้ก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการส่งออกที่ยังไม่ฟื้นตัว ขณะที่กำลังซื้อของภาคเอกชนก็เริ่มอ่อนแรง เนื่องจากภาระหนี้ครัวเรือนที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมไปถึงการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ ที่เคยคาดว่าจะเป็นตัวจักรสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ดูเหมือนว่าจะดำเนินไปได้ช้ากว่าแผน ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจมีความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวอย่างมาก อย่างไรก็ดี ในเรื่องสัญญาณการปรับลดการเติบโตของเศรษฐกิจไทยนั้น ก็ได้มีการเห็นสัญญาณกันมาตั้งแต่ช่วงต้นปีแล้ว การที่สำนักงานเศรษฐกิจต่างๆ ได้มีการทยอยปรับลดคาดการณ์ดังกล่าว จึงไม่ใช่สิ่งที่เหนือความคาดหมาย และตลาดเองก็ได้ตอบรับต่อข่าวดังกล่าวพอสมควร จึงอาจจะพอกล่าวได้ว่า จากนี้ไป downside risk ของตลาดหุ้นไทยจะมีอยู่ค่อนข้างจำกัด
แม้ว่าจะเต็มไปด้วยข่าวลบ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีสัญญาณบวกอะไรเลยที่จะเข้ามาผลักดันเศรษฐกิจ โดยประเด็นแรกที่หลายฝ่ายรอคอยมานาน ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นตัวจักรสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย คือการเบิกจ่ายงบประมาณ และการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ทั้งนี้เชื่อว่ารัฐบาลเอง ก็ได้เล็งเห็นถึงปัญหาของความล่าช้าดังกล่าวแล้ว และพร้อมจะเร่งการเบิกจ่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เปิดเผยว่าจะเน้นการลงทุนของภาครัฐ และเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเริ่มเห็นว่าการเบิกจ่ายภาครัฐเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบลงทุน ซึ่งสำนักงบประมาณคาดการณ์ว่าจะเบิกจ่ายได้ตามเป้าหมายที่ 87% ของเงินลงทุนรวมที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่โครงการลงทุนในโครงการบริหารจัดการน้ำ และซ่อมแซมถนนมูลค่าประมาณ 5.7 หมื่นล้านบาทนั้น ทางสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ก็ได้รับอนุมัติให้สามารถก่อหนี้ได้แล้ว รวมถึงแผนการใส่เงินเข้ากองทุนหมู่บ้าน ซึ่งเชื่อว่าจะมีการเร่งดำเนินการ และจ่ายเงินได้ตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปีนี้ ซึ่งจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจโดยรวม รวมไปถึงหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย
นอกจากนี้ ยังมีแผนการในการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรคมนาคมในระบบ 4G บนคลื่นความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งคาดว่าจะมีเม็ดเงินจากการประมูลได้กว่า 5-6 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะส่งผลบวกต่อสถานะทางการเงินของภาครัฐ และเพิ่มความน่าสนใจของหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีสื่อสารและโทรคมนาคมที่จะเป็นกลุ่มธุรกิจที่ได้รับประโยชน์โดยตรง โดยยังไม่รวมถึงกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ที่จะได้รับประโยชน์ต่อเนื่องจากนโยบายส่งเสริมธุรกิจดิจิตอล หรือ Digital Economy ของภาครัฐอีกด้วย
สำหรับอีกปัจจัย ที่จะเป็นตัวช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยยังคงสามารถขยายตัวได้ คือธุรกิจการท่องเที่ยว เพราะตั้งแต่สถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองของไทยเริ่มคลี่คลาย จำนวนนักท่องเที่ยวก็เริ่มกลับเข้ามา และขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือนกุมภาพันธ์ มีมากถึง 2.7 ล้านคน ขยายตัว 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ครึ่งเดือนแรกของเดือนมีนาคม ก็เพิ่มขึ้นมาแล้วกว่า 1.1 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 27% ซึ่งจะช่วยทำให้เม็ดเงินจากต่างชาติไหลเข้ามาจับจ่ายใช้สอย และส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยได้ต่อเนื่อง และส่งผลให้กลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว น่าจะมีผลประกอบการที่โดดเด่น และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นไทย
ด้วยปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น จึงเชื่อว่า เป้าหมายดัชนีหุ้นไทยปลายปีที่ระดับ 1,700 จุด หรือแนวโน้ม upside ประมาณ 13% นับจากสิ้นเดือนมีนาคม 2558 ก็ยังคงมีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตามองคือ การเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐจะดำเนินไปได้ตามประสิทธิภาพที่ตั้งเป้าหมายไว้มากน้อยแค่ไหน เพราะจะเป็นตัวหลักที่จะบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่







