
การเมืองจบจริงหรือ?และจบอย่างไร?
โดย...สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)
โดย...สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)
สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดฯยังคงทรงตัวเหนือระดับ 1,400 จุด ได้ โดยยังคงไม่เกิดสัญญาณการขาย ตามที่ได้เตือนไว้ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงอยากจะย้ำเตือนต่อว่า ดัชนี จะมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลดลงแรง หากไม่สามารถยืนเหนือระดับเส้นค่าเฉลี่ย 10 วัน บริเวณ 1,405-1,410 จุดได้
ถึงแม้ว่า ตลาดฯในสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงทรงตัวได้ แต่ก็ถือว่านักลงทุนมีการซื้อขายที่ค่อนข้างระมัดระวังตัว เนื่องจาก ยังคงเห็นว่านักลงทุนต่างชาติเริ่มมีการขายสุทธิอีกในบางวัน ประกอบกับมีวันหยุดหลายวันทั้งในไทยและต่างประเทศ ด้าน ผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯและญี่ปุ่นยังคงเป็นไปตามคาด ในขณะที่ ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ไตรมาสที่ 1/2557 ของสหรัฐเติบโตได้เพียง 0.1% จากที่คาดการณ์ไว้ว่าจะเติบโตได้ 1.2% แต่กลับเป็นผลบวกต่อตลาดฯ เนื่องจาก ทำให้ตลาดฯสามารถคาดหวังได้ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯจะยังคงไม่เร่งรีบขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่วน การลดวงเงินจากมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(คิวอี) คาดว่าจะยังคงดำเนินต่อไปจนถึงสิ้นปีนี้ แต่เป็นไปตามที่ตลาดฯคาดการณ์ไว้แล้ว ดังจะเห็นได้ว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯไม่ได้มีการเคลื่อนไหวมากนัก ทั้งที่ควรจะปรับตัวขึ้นไปบริเวณ 3%
ผลการดำเนินงานของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย( SCC )และบริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์( BIGC )น่าผิดหวัง การประกาศผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1/2557 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุนแล้ว หลังจากกลุ่มธนาคาร และ SCCC เคยสร้างความหวังว่าผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1/2557 อาจไม่แย่อย่างที่เคยคาดการณ์ โดย SCC สร้างความผิดหวังให้กับตลาดฯ หลังจากประกาศว่ามีกำไรสุทธิ 8,381 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5% ถึงแม้รายได้รวมจะเพิ่มขึ้น 11% ตัวเลขกำไรสุทธิดังกล่าวต่ำกว่าที่ เมย์แบงก์ คาดการณ์ 11% โดยมีเหตุผลหลักมาจากธุรกิจปิโตรเคมีที่แย่กว่าคาด ส่วน ด้าน BIGC รายงานกำไรสุทธิ 1,256 ล้านบาท ลดลง 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่ำกว่าที่ เมย์แบงก์ คาด 19% ซึ่งเป็นผลจาก อัตรากำไรที่ต่ำกว่าคาดและค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าคาด ในขณะที่รายได้เติบโต 3% ใกล้เคียงที่คาดการณ์ การที่มีบริษัทขนาดใหญ่เริ่มรายงานผลการดำเนินงานที่น่าผิดหวังถือว่าเป็นสัญญาณเตือนว่า นักลงทุนต้องให้น้ำหนักกับเรื่องมูลค่า ของหุ้นให้มากๆ เพราะ ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นโดยไม่มีผลการดำเนินงานรองรับจะทำให้เกิดความเสี่ยง ทั้งนี้ ผมประเมินว่า มูลค่าเหมาะสมของตลาดฯในช่วงไตรมาสที่ 2/2557 อยู่บริเวณ 1,440 จุด ยกเว้นว่าจะมีการปรับเพิ่มประมาณการณ์กำไรสุทธิปีนี้ขึ้นอีก ซึ่งผมเชื่อว่า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คงไม่ทำจนกว่าจะเห็นผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2/2557
การสลับกลุ่มจากธนาคารเป็นพลังงาน สาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้ตลาดฯยังคงทรงตัวเหนือระดับ 1400 จุด ได้ คือ แรงซื้อที่สลับออกจากกลุ่มธนาคารมาที่กลุ่มพลังงานแทน เช่น หุ้นบริษัทปตท.( PTT )และบริษัทบ้านปู( BANPU )ซึ่งคาดว่าเป็นเพราะหุ้นกลุ่มพลังงานยังคง ราคาปรับตัวขึ้นน้อยกว่าตลาดอยู่มาก ประกอบกับผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1/2557 ที่คาดว่าจะออกมาดีในหุ้นบางตัว เช่น BANPUบริษัทบางจากปิโตรเลียม( BCP) PTT เป็นต้น ในขณะเดียวกัน สถานการณ์ในยูเครนและรัสเซีย ถือว่าเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกไม่ปรับตัวลดลง แต่อาจมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น สำหรับหุ้นกลุ่มพลังงาน ทาง เมย์แบงก์ เลือกหุ้นบริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม( PTTEP )และ BCP เป็นหุ้น ที่แนะนำให้เลือกลงทุน
การกำหนดวันเลือกตั้งใหม่เป็น 20 ก.ค. เรื่องการเมืองยังคงเป็นเรื่องที่นักลงทุนติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ในเดือน เม.ย.ถือว่าไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรที่สามารถจับต้องได้ ทั้งนี้ สถานการณ์การเมืองเริ่มมีนัยมากขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจาก กกต.และรัฐบาลเห็นชอบให้วันที่ 20 ก.ค. เป็นวันเลือกตั้ง ซึ่งทำให้ตลาดฯเริ่มมีความหวังขึ้นมาเล็กน้อยว่าอาจจะมีรัฐบาลใหม่ในปีนี้ แต่เชื่อว่า ตลาดฯยังคงไม่ให้น้ำหนักเรื่องนี้มากนัก เพราะยังคงขาดความชัดเจนจนกว่านายกฯจะมีการประกาศ พรก.การเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ
ปัจจัยการเมืองชี้นำตลาดฯในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า สถานการณ์การเมืองไทยกำลังจะเข้าสู่ช่วงสำคัญอีกครั้ง โดยการเคลื่อนไหวเริ่มตั้งแต่วันที่ 5 พ.ค. ทั้งนี้ ตลาดกำลังรอว่าจะมีคำตัดสินของ ศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับคดีการโยกย้ายคุณ ถวิล เปลี่ยนศรี ในสัปดาห์นี้ รวมถึง คำวินิจฉัยของ ปปช.ต่อคดีโครงการรับจำนำข้าวในสัปดาห์หน้าหรือไม่ ซึ่งทั้ง 2 เรื่องจะนำไปสู่ความเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อไป
ด้านการนัดชุมนุมของ กลุ่ม นปช. และ กปปส.ก็จะเริ่มเข้มข้นมากขึ้นเช่นกัน โดย กลุ่ม กปปส.ได้ประกาศนัดชุมนุมใหญ่นัดสุดท้ายวันที่ 14 พ.ค. ซึ่งเป็นการชุมมุนที่คาดว่าจะต่อเนื่องจนกว่าจะเห็นผลแพ้หรือชนะ ทำให้สามารถคาดการณ์ได้ว่า สถานการณ์การเมืองหลังจากวันที่ 14 พ.ค.จะต้องร้อนแรงขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากกลุ่ม กปปส. ตั้งใจที่จะทำให้การชุมนุมในครั้งนี้มีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งแน่นอนย่อมมีความเสี่ยงที่จะต้องเกิดการเผชิญหน้ากับทางรัฐบาล และ กลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาล อย่าง กลุ่ม นปช.
ผลของการยุติของการเมืองต่อตลาดฯ ผมอยากจะขยายความและตอบคำถามหัวข้อบทความในสัปดาห์นี้ที่ผมตั้งไว้ว่า "การเมืองจบจริงหรือ?" คำตอบ คือ ผมเชื่อว่ามีโอกาสสูงที่การเคลื่อนไหวทางการเมืองจะยุติลง เพราะ ด้วยผลการตัดสินของคดีความต่างๆ และ ด้วยระยะเวลาที่ดำเนินมานานพอสมควรแล้ว ซึ่งต้องไม่ลืมว่าการที่ภาคธุรกิจยังคงอยู่ได้เนื่องจากบุญเก่าที่เก็บมาจากปีก่อน แต่ก็เริ่มลดลง และ จะมีผลกระทบหนักมากขึ้นในปีหน้าหากการเมืองยังคงเป็นแบบนี้ ส่วน ภาพของการเมืองไทยในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าคงไม่หนี้พ้นเรื่องการปฏิรูป เพราะ เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายยอมรับแล้วว่ามีความจำเป็น เพียงแต่ปัจจุบันยังคงมีความเห็นที่ไม่ตรงกันว่าต้องเลือกตั้งก่อนหรือจะปฏิรูปก่อน ซึ่งในเรื่องการปฏิรูปนั้น คงจะต้องรอพิจารณาในรายละเอียดอีกทีว่าจะมีผลกระทบต่อตลาดฯดีหรือไม่ดีอย่างไร
ส่วนประเด็นว่า "จบอย่างไร" เป็นเรื่องที่คาดการณ์ยาก แต่เชื่อว่า หากทุกฝ่ายพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่เผชิญหน้า ก็จะทำให้การจบเป็นภาพในด้านบวก ไม่ว่าจะเลือกตั้งก่อน ปฏิรูปก่อน หรือจะทำไปพร้อมกันก็ตาม
ส่วนเรื่องผลกระทบต่อตลาดฯ ผมเชื่อว่าระดับของ ดัชนีในปัจจุบันบริเวณเหนือ 1,400 จุด ตลาดฯจะสะท้อนภาพการเมืองในด้านลบที่รุนแรงกว่าการสะท้อนภาพการเมืองที่ยุติได้ด้านบวก เนื่องจากราคาหุ้นในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนไม่ได้มีความกังวลเรื่องการเมืองมากเหมือนในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. ซึ่งดัชนีฯอยู่ที่เพียง 1,300 จุด เท่านั้น
สวัสดีครับ







