
พอเสียที
เสร็จไปอีก 1 เรื่อง เมื่อวานนี้ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
เสร็จไปอีก 1 เรื่อง
เมื่อวานนี้ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190
เดิมรัฐธรรมนูญมาตรา 190 จำกัดอำนาจฝ่ายบริหาร โดยก่อนจะทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ครม.จะต้องเสนอกรอบเจรจาขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน
นอกจากนั้นจะต้องมีการจัดรับฟังความคิดเห็น และเปิดเผยรายละเอียดสัญญาต่อประชาชน
ปรากฏว่าร่างแก้ไขใหม่กลับไปเพิ่มอำนาจฝ่ายบริหารมากขึ้น จนนำไปสู่การฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ
สำหรับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้แยกเป็น 2 ส่วนสำคัญ ก็คือในแง่รูปแบบและเนื้อหาของการแก้ไข
ในแง่รูปแบบ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า กระบวนการแก้ไขเป็นไปโดยไม่ชอบ
ไม่ว่าจะเป็นการเร่งปิดการอภิปราย หรือการกำหนดวันแปรญัตติ ขัดกับหลักการประชาธิปไตย ที่เสียงข้างมากต้องรับฟังเสียงข้างน้อย
เพราะหากเสียงข้างมากทำอะไรไม่รับฟังเสียงข้างน้อย ก็เป็นเผด็จการเสียงข้างมาก
นอกจากนั้น ยังเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เอื้อประโยชน์ให้กับเสียงข้างมากอย่างไม่เป็นธรรม
ขณะที่ในแง่ของเนื้อหาการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ก็เป็นการกระทำที่มิชอบเช่นกัน
สาเหตุเนื่องจากมาตราดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่มีความสำคัญ เพราะเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการทำสัญญาอื่นๆ ซึ่งทรงใช้อำนาจผ่านฝ่ายบริหาร
อำนาจในการทำหนังสือสัญญาจึงจะต้องปฏิบัติตามหลักนิติธรรม
แต่เนื้อหาร่างแก้ไขมาตรา 190 ที่เพิ่มอำนาจคณะรัฐมนตรีมากขึ้น เป็นการลิดรอนอำนาจในการตรวจสอบรัฐสภา ที่เป็นองค์กรใช้อำนาจนิติบัญญัติ
สิ่งที่ตามมาก็คือผลกระทบที่มีต่อการคานดุลอำนาจ ก่อให้เกิดอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดกับฝ่ายบริหาร
ทั้งหมดนอกจากเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว ยังเป็นการกระทำ เพื่อให้บุคคลหรือคณะบุคคลได้อำนาจเพื่อการปกครองประเทศไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
คำวินิจฉัยล่าสุดของศาลรัฐธรรมนูญในมาตรา 190 จึงยิ่งสะท้อนพฤติกรรมของ สส.ในสภา ที่ไม่ได้ดำเนินการตามหลักการประชาธิปไตย ถัดจากเรื่องอื่นๆ อาทิ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ สว. ฯลฯ
และนี่หรือจะดันทุรังเลือกตั้งกันอีก เพียงอ้างว่าเป็นหนทางเดียวของประชาธิปไตย
น่าอนาถใจจริงๆ







