
ไปไกล
กระทรวงพาณิชย์เพิ่งประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค ที่สะท้อนภาวะเงินเฟ้อและของแพงในเดือน ก.ย. โดยเพิ่มเพียง 1.42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันก่อนปีก่อน
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
กระทรวงพาณิชย์เพิ่งประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค ที่สะท้อนภาวะเงินเฟ้อและของแพงในเดือน ก.ย. โดยเพิ่มเพียง 1.42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันก่อนปีก่อน
ตัวเลขดังกล่าวเป็นอัตราขยายตัวต่ำสุดในรอบ 47 เดือน หรือเกือบ 4 ปี
ขณะเดียวกัน หากเทียบกับเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา เงินเฟ้อสูงขึ้นเพียง 0.16% เท่านั้น หรือขยายตัวใกล้กับศูนย์ ทั้งหมดทำให้เงินเฟ้อ 9 เดือนแรกของปีสูงขึ้น 2.36% เทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมา
เหตุผลที่ทำให้เงินเฟ้อไม่ปรับขึ้นมาก เนื่องจากสินค้าปรับเพิ่มขึ้นเพียง 177 รายการ ราคาลดลง 88 รายการ และไม่เปลี่ยนแปลง 185 รายการ
แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์จะพยายามอธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ถือว่ากำลังซื้อหดตัว หรือเข้าสู่ภาวะเงินฝืด เพราะหากจะเข้าภาวะเงินฝืด เงินเฟ้อจะต้องติดลบอย่างน้อย 6 เดือน
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นสัญญาณที่น่ากังวล
ประเด็นสำคัญ ก็คือ ข้อมูลทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน จากการที่กำลังซื้อหายไปจากระบบ
ยิ่งถ้านำภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวลดลงไปเทียบกับการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่ลดลงจะยิ่งเห็นภาพที่ชัดเจน เพราะภาษีมูลค่าเพิ่มจะเก็บจากการอุปโภคบริโภค
นั่นหมายถึงว่า ชาวบ้านไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอย และย่อมสะท้อนมาที่ภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวลดลง เพราะความต้องการ (Demand) หายไป ลดลงมากกว่าการผลิต (Supply) ที่มีอยู่
ภาวะที่เกิดขึ้นยิ่งแสดงให้เห็นชัดเจนจากการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทั้งความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทย ความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำ และความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต ตัวเลขทั้งหมดปรับตัวลงพร้อมเพรียงติดต่อกันหลายเดือน
นี่แหละ คือ สภาพที่กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะเงินฝืดอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะมาอธิบายอย่างไร ความจริงก็ย่อมเป็นความจริง
ผลที่จะตามมา ก็คือ เมื่อไม่มีกำลังซื้อ แม้ต้นทุนการผลิตจะเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้ ในที่สุดจะนำไปสู่การปิดกิจการ หรือปลดคนงาน เหมือนกับที่หลายๆ ธุรกิจกำลังประสบอยู่
สภาพเงินฝืดดังกล่าว ไม่เพียงแต่จะเกิดขึ้นในประเทศเท่านั้น แต่ในต่างประเทศก็บังเกิดขึ้นเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากการส่งออกที่หดตัวลงเรื่อยๆ อันเป็นผลจากตลาดหลักๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ จีน ยุโรป หรืออาเซียน ที่เศรษฐกิจซบเซา
ภาวะความไม่เชื่อมั่น ภาวะกำลังซื้อที่หดหายจะยังคงอยู่ต่อไป กลายเป็นปัญหาสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจถดถอย จนยากจะหยุดยั้ง
อะไรๆ มันก็ช่วยไม่ได้เสียแล้วในสิ่งที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามา
เพราะการเริ่มต้นผิดๆ สร้างภาระ สร้างหนี้ให้ประชาชน สุดท้ายมันก็ต้องลงเอยแบบผิดๆ ที่ทำได้ก็คงไม่พ้นการทำบทไม่รู้ไม่ชี้ ดำน้ำมั่วไปมั่วมาไปวันๆ
เวรกรรมจริงๆ







