กำลังซื้อหด

  • วันที่ 11 เม.ย. 2556 เวลา 07:50 น.

โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย

งานใหญ่ประจำปี 2 งานผ่านพ้นไปแล้ว และมีสิ่งที่เหมือนกันคือยอดการซื้อสินค้าลดลง จากกำลังซื้อที่หดหาย

งานแรก บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ หรือ มอเตอร์โชว์จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 27 มี.ค.-7 เม.ย.ที่ผ่านมา

ยอดจองในงาน ทำได้เพียง 40,834 คัน จากเป้าที่ตั้งไว้ที่ 6 หมื่นคัน หรือต่ำกว่าเป้ากว่า 40%

แม้ว่าในงานนี้ค่ายรถยนต์ทั้งหลายจะอัดกิจกรรมการตลาด ลดแลก แจก แถม ขนานใหญ่ อาทิ การแถมประกันภัยชั้น 1 แถมส่วนลดเงินสด ดาวน์น้อย ผ่อนนาน แต่ก็ไม่ทำให้ยอดจองถึงเป้าที่วางไว้

อีกงาน คืองานสัปดาห์หนังสือวันที่ 29 มี.ค.-8 เม.ย.ที่ผ่านมา ก็ประสบปัญหาเหมือนๆ กัน

ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้เข้าร่วมงานปีนี้อยู่ที่ 1.7 ล้านคน ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 2 ล้านคน เม็ดเงินสะพัดภายในงานมีมูลค่าเพียง 600 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 800 ล้านบาท

ผู้จัดงานทั้งสองงาน ต่างมีความเห็นตรงกันว่าเหตุที่ยอดขายต่ำกว่าเป้า เนื่องจากประชาชนไม่มีเงิน โดยเฉพาะโครงการรถคันแรก ดูดเงินไปจากระบบทั้งหมด

ปีที่ผ่านมา รัฐบาลออกโครงการรถคันแรก โดยให้สิทธิลดภาษีสูงถึง 1 แสนบาทต่อคัน ผลก็คือทำให้มีประชาชนแห่ไปจองซื้อรถถึง 1.4 ล้านคัน

ผลที่ตามมาไม่เพียงแต่รัฐบาลต้องวิ่งวุ่นหาเงินเข้ามาชดเชยภาษีเท่านั้น แต่ทว่ากำลังซื้อก็หดหายไปจากระบบ

ลองคิดดูง่ายๆ รถ 1.4 ล้านคัน เท่ากับวงเงินใกล้ๆ 10 ล้านล้านบาท ที่ไปกองไว้กับรถคันแรก

ผลก็คือเงินถูกดูดจากกระเป๋าชาวบ้าน ไปสู่อุตสาหกรรมรถยนต์

ทันทีที่มีการจองซื้อรถยนต์ เมื่อผ่อนดาวน์เสร็จ ก็จะต้องไปโอนรถ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ จะมีการโอนเงินจากบริษัทไฟแนนซ์เข้าไปยังบริษัทรถยนต์ทันที

ส่วนที่เหลือก็คือภาระหนี้ของผู้ซื้อรถ จะต้องผ่อนส่งเป็นรายเดือน

เงินที่เคยไปเอาไปเที่ยว ไปกินข้าวไปจับจ่ายใช้สอย ในขณะนี้ก็ต้องประหยัด เนื่องจากต้องไปผ่อนส่งรถยนต์

ผู้ซื้อรถคันแรกหลายราย เฉพาะเงินเดือนที่มีอยู่ก็ปริ่มน้ำเต็มทน แต่ก็กัดฟันผ่อนส่ง เนื่องจากอยากจะมีรถ และได้รับส่วนลดจากภาษีของรัฐบาล

ทั้งหมดจึงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สสารไม่ได้สูญหายไปจากโลกฉันใด เงินมันก็เสกไม่ได้ฉันนั้น

ตัวอย่างตำตาคือโครงการรถคันแรก สุดท้ายก็ส่งผลให้กำลังซื้อในระบบหดหายไป เงินมีอยู่เท่าใดก็เท่าเดิม

ที่บอกว่าเสกเงินได้ โม้ทั้งเพ

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ